Home สาระเกษตร การทำเกษตรที่มีความสุข พิสูจน์จาก 2 หนุ่มทิ้งชีวิตลูกจ้างทำเกษตรพอเพียง

การทำเกษตรที่มีความสุข พิสูจน์จาก 2 หนุ่มทิ้งชีวิตลูกจ้างทำเกษตรพอเพียง

0

วันนี้ (2 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ “ในหลวง รัชกาลที่ ๙” ที่สามารถปรับใช้กับผู้คนทุกสถานะ และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลกนั้น หนึ่งในหลากหลายตัวอย่างคือ 2 หนุ่มอดีตพนักงานประจำที่เคยมีรายได้เป็นเงินเดือนทุกเดือน แต่ต้องแลกกับชีวิตที่ห่างไกลบ้าน ห่างไกลครอบครัว ก่อนตัดสินใจลาออก น้อมนำแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาใช้จนยืนอยู่กับครอบครัวได้อย่างมั่นคง

รายแรกคือ นายเรวัตร ยะสินธุ์ อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 160/1 หมู่ที่ 12 บ้านสารภีชัย ต.ท่าตุ้ม อ.ป่าซาง จ.ลำพูน เจ้าของฟาร์มเมลอนที่กำลังติดตลาด บอกว่า เดิมทีหลังจากเรียนจบก็ไปทำงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในตำแหน่งฝ่ายวิจัยการตลาดและสินค้า ต้องเดินทางไปที่ต่างๆ ห่างบ้าน ห่างครอบครัว ส่วนพ่อ-แม่ ครอบครัวก็ทำนาอยู่ที่บ้าน


นายเรวัตรบอกว่า ทำงานไปก็นั่งคิดว่าชีวิตการเป็นลูกจ้างบริษัทนั้นไม่แน่นอน จึงลาออกกลับมาบ้าน แล้วน้อมนำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของในหลวง โดยปรับเปลี่ยนที่ดินกว่า 12 ไร่จากแปลงนาข้าวมาปลูกลำไย ขุดบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่พันธุ์เนื้อ ปลูกกล้วย รวมถึงไม้ผลหลายชนิด และปลูกพืชผักสวนครัวทุกชนิด



ล่าสุดเมื่อกลางปี 59 นี้ก็หันมาปลูกเมลอนพันธุ์ออเรนจ์เพิ่ม โดยทำเป็นฟาร์มปิดปลอดสารพิษ ซึ่งให้ผลผลิตไปแล้ว 3 รุ่น ผลผลิตแต่ละลูกหนัก 1.5-2 กิโลกรัมเศษ ราคาขายส่งเมลอนก็จะอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 60-80 บาท ส่วนแรงงานก็คนในครอบครัวทั้งหมด คือ ทั้งพ่อ-แม่ตน และภรรยา แต่ละรุ่นก็สามารถทำเงินแสนได้


นายเรวัตรกล่าวต่อว่า การทำเกษตรแบบพอเพียงตามแนวพระราชดำริฯ ทำให้ตนและครอบครัวมีรายได้หมุนเวียนทุกวัน ทุกเดือน พออยู่พอกินไม่เดือดร้อน ทุกวันแม่ก็จะเก็บพืชผักสวนครัวนานาชนิดขายได้วันละไม่ต่ำกว่า 100 บาทขึ้นไป มีผักและผลไม้ต่างๆ หมุนเวียนออกเก็บไปขายได้ตลอดปี 2 เดือนเมลอนก็ให้ผลผลิตต่อรุ่น


“ตอนนี้ผมยังรับสลักชื่อลงบนผลเมลอนสำหรับลูกค้าที่มาสั่งจองในสวนอีกด้วย ซึ่งการสลักชื่อตัวเอง-คนรัก หรือชื่อลูกค้ากำลังได้รับความนิยมอย่างมาก แต่ละรุ่นมีลูกค้าให้ความสนใจมาจองสลักชื่อหลายร้อยลูกทีเดียว”

นายกิตติภพ ทาสี อายุ 40 ปี เกษตรกรชาวบ้านหมู่ 5 ต.ห้วยแก้ว อ.ภูกามยาว จ.พะเยา กับสวนเกษตรผสมผสานของเขาและครอบครัว

ขณะที่นายกิตติภพ ทาสี อายุ 40 ปี เกษตรกรชาวบ้านหมู่ 5 ต.ห้วยแก้ว อ.ภูกามยาว จ.พะเยา พาผู้สื่อข่าวเข้าดูผลผลิตทางการเกษตรของตนเอง ทั้งที่เป็นดอกดาวเรือง มะเขือ ปลา หน่อไม้หวาน รวมทั้งพืชสวนครัวหลากหลายชนิดที่เขาปลูกไว้ภายในสวนของตนเอง

นายกิตติภพ ทาสี อายุ 40 ปี เกษตรกรชาวบ้านหมู่ 5 ต.ห้วยแก้ว อ.ภูกามยาว จ.พะเยา กับสวนเกษตรผสมผสานของเขาและครอบครัว



นายกิตติภพเล่าว่า ก่อนหน้านั้นตนทำงานเป็นกุ๊กอยู่โรงแรมในเมืองกรุง มีรายได้ต่อเดือน 2 หมื่นกว่าบาท แต่ต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ที่มากมายจนไม่มีความสุข จึงตัดสินใจเดินทางกลับมาบ้านเกิด ใช้ที่ดินของครอบครัวที่มีอยู่ 6 ไร่มาทำการเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของ “ในหลวง”

นายกิตติภพบอกว่า เริ่มต้นด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวไว้เพื่อบริโภคภายในครัวเรือน จากนั้นก็จะแบ่งปันให้กับญาติพี่น้องบ้านใกล้เรือนเคียง ที่เหลือก็จะนำออกจำหน่าย โดยพยายามลดต้นทุนการผลิต อาศัยธรรมชาติให้มากที่สุด ทั้งเรื่องพลังงานในการสูบน้ำเข้าสู่พื้นที่ทางการเกษตร ปรากฏว่าสามารถอยู่ได้อย่างมีความสุข รวมทั้งครอบครัวญาติพี่น้องก็มีความสุขไปกับเราด้วย เพราะเราแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้เขา ทำให้เขาได้บริโภคสิ่งที่ดีๆ อยู่กับเรานานยิ่งขึ้น

นายกิตติภพยังบอกว่า ทุกวันนี้นอกจากตนเองจะทำการเกษตรที่มีความสุขแล้ว ส่วนรายได้ก็จะมีรายรับแทบทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ค่าใช้จ่ายก็ไม่ต้องสิ้นเปลืองอะไรมากมาย เพราะอาหารต่างๆ เราผลิตได้เองแทบทั้งหมด เครื่องไม้เครื่องมือก็ไม่ต้องสิ้นเปลืองอะไรมากมาย เพราะเรามีเวลาที่จะคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ เช่น การสูบน้ำโดยใช้ลักษณะอากาศดูดน้ำเพื่อใช้ในแปลงผักต่างๆ โดยไม่สิ้นเปลืองพลังงาน นอกจากนั้นอาศัยพลังงานแสงอาทิตย์เป็นตัวช่วย ทำให้การทำการเกษตรดังกล่าวสามารถอยู่ได้อย่างมีความสุข

“แนวทางการทำการเกษตรพอเพียงตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สามารถทำให้ผมและครอบครัวมีความสุข สามารถอยู่ได้อย่างสบายไม่เดือดร้อนอย่างแท้จริง”

ขอขอบคุณที่มา : https://m.mgronline.com

เรียบเรียง : lermanblog.com

Comments are closed.

Check Also

เปิดตำรา วิธีชงชาอย่างไรให้หอมอร่อยด้วยขั้นตอนแบบง่ายๆ

  ชา เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมาอย่า … …