Home พุทธศาตร์ & ข้อคิด ข้อคิดชีวิต ข้ามภพ ข้ามชาติ (ตอน 11-13)

ข้ามภพ ข้ามชาติ (ตอน 11-13)

1

อ่านตอนก่อนหน้าได้ที่นี้ ตอนที่ 1-5, ตอนที่ 6-7, ตอนที่ 8-10

ข้ามภพ ข้ามชาติ…(ตอน 11)

การตามหาคุณยายบัวคลี่หายเงียบไปอาทิตย์กว่าๆผมรีบโทรศัพท์หานุชเพื่อให้เร่งการค้นหาอีกครั้ง นุชบอกว่าติดต่อเพื่อนที่เป็นพยาบาลที่ดูแลด้านอาสาสมัครประจำพื้นต่างๆที่ให้แล้วเพื่อนๆเหล่านั้นก็กำลังตรวจสอบให้อยู่….เรียกว่าปูพรมผืนใหญ่เพื่อตามหาคุณยายท่านนี้กันเลยทีเดียว ก้อง ทำไมรีบนักล่ะ?” นุชถาม คุณยายน่าจะอายุ 98 หรือ 99 ปีแล้วครับเพื่อน กลัวว่าจะตามหาไม่ทันเวลา และญาติที่ตามหาก็จะรีบกลับเมืองนอกในอีกไม่ถึงเดือนแล้วนะผมยอมผิดศีลข้อ ห้ามพูดปดกับนุชไป เพื่อให้เร่งตามหาคุณยายบัวคลี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร่งได้ครับๆนุชจะรีบเร่งให้อีกทีนะก้องนะนุชตอบเสียงเข้มเหมือนลูกเสือปฏิญาณตน โรงเรียนใกล้สอบปลายภาคเต็มทีแล้ว ครูในหมวดผมต้องเร่งรีบเก็บคะแนนกันตัวเป็นเกรียวหัวเป็นนอตแทบไม่มีเวลาใส่ใจกับกล่องไม้ที่บรรจุสร้อยลูกปัดโนรา แหวนนะโม และดอกโนรากับชบาแห้งๆอีกดอกหนึ่ง แต่ก็เป็นการดีที่เราจะได้ไม่ต้องมานั่งหวาดผวาอยู่กับสิ่งที่เรามองไม่เห็นหรือสิ่งที่เราจินตนาการจนเกินจริงไป ผมบอกแล้วไง อย่าหวาดหวั่นในสิ่งที่เรากลัวจนเกินไปมันต้องมีสิ่งดีๆที่คุ้มค่ารอเราอยู่แน่นอน ใกล้ปิดเทอม ครูพรเพ็ญต้องซ้อมรำให้อรวรรณทุกวัน เพราะอรวรรณต้องรำเปิดงานในวันปัจฉิมนิเทศนักเรียนที่จะจบการศึกษาในปีนี้ เย็นวันหนึ่งก่อนสอบ อรวรรณมาต่อท่ารำกับครูพรเพ็ญที่ห้องกระจกหน้าห้องพักครูเพียงคนเดียว ห้องที่มีศีรษะพ่อแก่และกล่องไม้วางอยู่บนหิ้ง นักเรียนคนอื่นไม่ได้มาฝึกซ้อมเพราะต้องไปทำงานส่งครู ครูพรเพ็ญจึงต่อท่ารำให้อรวรรณคนเดียว เมื่อฝึกซ้อมจนเหนื่อย จึงให้อรวรรณนั่งพักที่ห้องกระจกหน้าห้องพักครูส่วนครูพรเพ็ญเดินเข้ามานั่งพักในห้องพักครู เวลาผ่านไปสักพัก พวกเราได้ยินเสียงเพลงรำดังขึ้นจากห้องกระจกด้านหน้าที่อรวรรณซ้อมรำอยู่ ทุกคนคิดว่าอรวรรณคงเปิดเพลงซ้อมรำคนเดียว ช่างขยันเสียจริงๆเด็กคนนี้ ไม่เสียดายที่เป็นเด็กที่ได้รับความไว้วางใจจากครูมาสม่ำเสมอ ครูพรเพ็ญค่อยๆเดินไปข้างกระจกเพื่อแอบดูอรวรรณ มือค่อยๆแหวกผ้าม่านลูกไม้ ก้มมองผ่านกระจกเห็นอรวรรณกำลังซ้อมรำอยู่หน้ากระจกบานใหญ่  เห็นแล้วก็อมยิ้ม อยากปล่อยให้ลูกศิษย์ฝึกเองตามอัธยาศัย กำลังจะหันกลับมา สายตาเผลอกวาดไปเห็นเด็กผู้หญิงอีกคน ไม่ได้สวมเครื่องแบบนักเรียน ใส่เสื้อสีขาวนุ่งผ้าถุงแบบโบราณลายสวยงามนั่งดูอรวรรณรำอยู่ที่หน้ากระจก อ้าวเด็กที่ไหนมานั่งดูยายอรวรรณรำอยู่ที่หน้ากระจกนะ ลูกหลานนักการภารโรงรึเปล่านั่งจ้องแล้วยิ้มเชียวครูก้องครูจารุนันท์ครูอ้อครูเบียร์และครูอ๊าฟ พากันสะดุ้งโหยงอีกครั้ง มองหน้าสลับกันไปมาให้ควั่ก อรวรรณนี่มีแม่ยกตามขึ้นมาดูด้วยเออรำสวยก็ยังงี้ล่ะ ครูพรเพ็ญพูดไปหัวเราะไป ชอบใจแล้วเดินไปเข้าห้องน้ำที่หลังห้องพักครู ผมและทีมงานที่เหลือรีบมารวมตัวกันตรงกลางห้องพักครูพอตั้งสติได้ก็ท่องว่าอย่ากลัวอ ย่ากลัว และอย่ากลัวและไม่ลืมท่องบทนะโมตามกติกาสากลของคนกลัวผี
เราค่อยๆไปแอบตรงกระจกเปิดม่านอย่างช้าๆดูกระจกบานใหญ่ที่มีไว้ให้นักเรียนดูตอนซ้อมรำบานนั้นอรวรรณยังรำอยู่คนเดียวแต่เราไม่เห็นใครคนอื่นในห้องนั้นเลยสักคนมองซ้ายขวากวาดตามองไปทั่วห้องก็ไม่เห็นใครครูพรเพ็ญนี่ แกอำเราเสียแล้วมั้ยล่ะพากันตกใจจนเกือบตั้งสติไม่ได้กันอีกครั้งนึงแล้วสิแหม นึกได้เพียงนี้ก็ให้นึกแค้นใจนัก เอาล่ะ เดี๋ยวจะเอาคืนในวันหลัง เราตกลงกันว่าจะต้องเอาคืนครูพรเพ็ญให้ได้ยิ่งเป็นคนกลัวผีอยู่แล้วคอยดูก็แล้วกัน แล้วเราก็แยกย้ายกันไปตามโต๊ะตัวเองเพื่อนั่งทำคะแนนกันต่อไป ครูพรเพ็ญเดินออกจากห้องน้ำ แวะโต๊ะตัวเองเพื่อหยิบกุญแจแล้วเดินออกไปนอกห้องอีกครั้งเพื่อไปดูอรวรรณซ้อมรำ ไม่ถึง 10 นาที.ครูพรเพ็ญเดินกลับเข้าห้องพักครูอีกครั้ง
พี่ปล่อยอรวรรณกลับแล้วนะ คงเหนื่อยแล้ว เลยถามว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นที่นั่งดูที่หน้ากระจกเป็นใคร แล้วหายไปไหนแล้วอรวรรรบอกว่า เพื่อนที่มาจากต่างจังหวัดค่ะมากับหนูด้วยเธอมาแอบดูอยู่นานแล้วแต่อาจารย์ไม่ได้ตั้งใจดู พออาจารย์เข้าห้อง เธอจึงขอมานั่งดูค่ะ ต้องขอโทษแทนเพื่อนหนูด้วยนะคะ อนนี้เธอรีบออกไปแล้ว กลัวอาจารย์จะว่าค่ะ เธอบอกหนูว่าสักครู่จะมีข่าวดีจากแดนไกลค่ะ” ครูพรเพ็ญเล่าแบบงงๆพร้อมหัวเราะหึๆข่าวดีจากที่ไหน เออ ตลกดีแล้วครูพรเพ็ญก็เดินไปนั่งพักที่โต๊ะพวกเราทั้งงงและมองครูพรเพ็ญแบบประหลาดใจอำได้แนบเนียนเหมือนจริงเชียวนะสิ้นคำครูพรเพ็ญ เสียงโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้นกริ๊ง ( เสียงกริ่งโบราณได้ใจ )ผมรีบรับฮาโหลลลลล ก้องค้าบบบบบ นุชมีข่าวดีมาบอกคับ เพื่อนๆตามหารายชื่อคุณยายบัวคลี่มาได้แล้วค้าบโอ้ว พระพุทธเจ้าาาา!เสียงนุชมันคือเสียงสวรรค์ของพวกเราจริงๆเย้  ทุกคนไชโยพร้อมกัน มีเพียงครูพรเพ็ญเท่านั้นที่ทำหน้าเหมือนคุณป้ามาลี (จบตอน11)

ข้ามภพ ข้ามชาติ (ตอน 12)

ผมและทุกๆคนในหมวดดีใจกันราวกับถูกลอตเตอรี่รางวัลที่1ที่ได้รู้ข่าวคืบหน้าการค้นหารายชื่อของคุณยายบัวคลี่จากเพื่อนนุชของผม ผมรีบเดินรี่ไปกราบพ่อแก่ที่อยู่บนหิ้งหน้าห้องพักครูพร้อมกับไหว้กล่องไม้ใส่ลูกปัดสร้อยโนราราวกับเรื่องการตามหาใกล้สิ้นสุดลงแล้ว
ครูทุกคนเดินตามออกมา นั่งลงไหว้เหมือนผม ครูพรเพ็ญเดินตามมาแบบงงๆ แล้วถามทุกคนว่าเกิดอะไรขึ้นไม่มีใครพูดอะไร ได้แต่พยักหน้า เอามือไปแตะมือครูพรเพ็ญเบาๆแล้วพากันนั่งลงไหว้ผมเอื้อมมือไปหยิบกล่องมาไว้ในมือ เปิดกล่องออกช้าๆ แล้วมองของที่อยู่ในกล่องที่วางซ้อนกันอยู่อย่างเรียบร้อย คุณยายครับ เรากำลังจะได้พบกับคุณยายบัวคลี่แล้วนะครับ ผมจะรีบลงไปพัทลุงในอาทิตย์หน้าหลังนักเรียนสอบเสร็จเพื่อตามหาคุณยายบัวคลี่ให้เจอนะครับ ขอภาวนาให้คุณยายบัวคลี่ยังมีชีวิตอยู่นะครับ คุณยายอมรศรีครับ ช่วยคุ้มครองคุณยายบัวคลี่ด้วยเถิด และตอนที่ผมลงไปพัทลุง คุณยายอมรศรีช่วยเป็นหลักชัยในการนำพาผมไปในครั้งนี้ให้ประสบความสำเร็จ และเดินทางปลอดภัยตลอดการตามหาคุณยายบัวคลี่ด้วยเถิดครับ” พูดไป น้ำตาก็คลอเบ้า เป็นความรู้สึกที่ปีติอย่างบอกไม่ถูก จากที่เคย กลัวหวาดผวา และไม่กล้าคิดถึงคุณยายอมรศรี ก็กลับกลายเป็นรู้สึกว่าความกลัวเหล่านั้นได้หายไปเกือบหมด ความรู้สึกใหม่คือเหมือนมีญาติผู้ใหญ่ที่เราให้ความเคารพนับถือคอยดูแลเราอยู่ใกล้ๆจริงๆ เหมือนลมที่เราไม่อาจมองเห็น แต่สัมผัสได้ ครูจารุนันท์แจ้งข่าวคราวให้ครอบครัวอรวรรณทราบถึงความคืบหน้าในการตามหาคุณยายบัวคลี่ พ่อและแม่ รวมทั้งอรวรรณมาพบพวกเราที่โรงเรียนอีกครั้งด้วยความดีใจ นำขนมและผลไม้มาฝากมากมาย ที่สำคัญ อรวรรณได้นำรูปที่อัดใส่กรอบมาให้พวกเราในหมวดศิลปะได้ดูกันทุกคน  พวกเราต่างก็ตื่นเต้น จ้องมองดูรูปเด็กสาวทั้ง 10 คนในปี พ..2470 อย่างสนใจแบบไม่กระพริบตา โดยเฉพาะใบหน้าของอรวรรณกับเอมอรที่มีใบหน้าคล้ายกันมาก แม้แต่รูปของคุณยายบัวคลี่กับคุณยายอมรศรี เราก็เพ่งกันจนแทบไม่หายใจ คุณยายบัวคลี่ดูดีตั้งแต่ยังเป็นเด็กสาววัยรุ่น มองไม่รู้เลยว่าเป็นคนน่าสงสาร ท่านมีผิวพรรณดี ใบหน้าสดใส ช่างต่างกับชีวิตจริงที่ท่านต้องประสบกับความลำบากแต่คนที่เราให้ความสนใจมากที่สุด ห็นจะเป็นรูปของคุณยายอมรศรี บุคคลท่านนี้ที่เราต้องหวาดผวากันมาสองถึงสามครั้ง เมื่อได้มองใบหน้าของท่าน เราต่างก็รู้สึกเกรงขามท่านอย่างหาคำตอบไม่ได้ ใบหน้าของท่านคือลักษณะของผู้หญิงภาคใต้จริงๆ นัยน์ตาลึกคมเข้ม สายตาจ้องมองนิ่ง ดูมีอำนาจ จะบอกว่าน่าเกรง ขาม เมื่อแรกเห็นก็ได้ ครูพรเพ็ญถามว่ารูปนี้มีความสำคัญอย่างไร พวกเราบอกเพียงว่าเป็นรูปบรรพบุรุษของอรวรรณเท่านั้นเอง พวกเรายังไม่ได้บอกความจริง เพราะขืนบอกไป ก็ยิ่งทำให้เหตุการณ์แย่ลง พวกเราทุกคนขอถ่ายรูปคุณยายทั้ง10ท่าน แล้วเก็บไว้ในมือถือ อรวรรณก็ไม่ว่าอย่างใด เราตกลงกันว่า ผมจะเป็นคนลงไปพัทลุงก่อนเพื่อตามหาพร้อมเพื่อนๆ  หากพบคุณยายบัวคลี่และตรวจสอบชัดเจนแล้วว่าเป็นคุณยายจริง จึงให้อรวรรณตามลงไปทันที  พ่อแม่อรวรรณไม่สะดวกในเรื่องนี้นัก และต้องทำงานที่บริษัท รวมทั้งต้องดูแลน้องชายของอรวรรณ  ครูจารุนันท์จึงบอกว่าเมื่อถึงเวลานั้น ครูจารุนันท์อาสาพาอรวรรณลงไปพัทลุงเอง  เพราะครูจารุนันท์เคยไปเที่ยวจังหวัดพัทลุงหลายครั้ง ด้วยมีเพื่อนสนิทอยู่พัทลุงเช่นกัน พ่อและแม่อรวรรณกล่าวขอบคุณด้วยความเกรงใจ ได้แต่บอกว่าครูทุกคนช่วยครอบครัวตนเหมือนเป็นญาติคนหนึ่งทีเดียว หน้าที่ของครูมิใช่เพียงรับผิดชอบนักเรียนเฉพาะในเวลาราชการเท่านั้น บางครั้งการดูแลผู้ปกครองและนักเรียนก็มีมากกว่าที่ใครคิดเสียอีก นี่ไม่ใช่หน้าที่ แต่คือความสำนึกในความเป็นครูที่มีต่อศิษย์ ก่อนเดินทางกลับพัทลุงผมพยายามจองตั๋วเครื่องบินหลายครั้ง แต่ทุกเที่ยวเต็มหมด ไม่อาจหาตั๋วได้ในระยะเวลาอันใกล้ ถ้าโดยสารโดยเครื่องบิน จะไปลงจังหวัดตรัง นุชเพื่อนรักมารับที่สนามบิน เราใช้เวลาเดินทางจากตรังมุ่งสู่พัทลุงราวครึ่งชั่วโมงเท่านั้น แต่ครั้งนี้ ผมจำต้องโดยสารโดยรถไฟไทยแทน ถึงแม้จะใช้เวลาถึง14 ชั่วโมงก็ต้องยอม เพราะคุณยายบัวคลี่รอเราอยู่ทุกนาที คืนก่อนวันเดินทาง ผมนั่งสวดมนต์แบบยาวอีกครั้ง ตั้งสติ มีสมาธิกับการตามหาคุณยายบัวคลี่ นึกถึงคุณยายอมรศรี นึกภาวนาให้ท่านช่วยคุ้มครองและให้อำนวยความสะดวกในการตามหาครั้งนี้ด้วย แล้วผมก็ล้มตัวลงนอน ผมหลับไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบ แต่ผมได้ฝันเห็นคุณยายอมรศรี ท่านเดินมาหาผมในห้องพักครูหมวดศิลปะ ท่านคือคนๆเดียวกับเด็กผู้หญิงที่ผมเห็นว่ายืนอยู่กับอรวรรณที่ป้าย เวชรังษี ที่เคยฝันเมื่อครั้งก่อน คุณยายยังเป็นเด็กสาว หน้าตาคมเข้ม สายตานิ่งสงบ แต่มีรอยยิ้มที่ดูอบอุ่น ผมไม่รู้สึกกลัวท่านเลย กลับรู้สึกราวกับมีญาติที่ใกล้ชิดมาเยี่ยมด้วยซ้ำไป คุณครู เดินทางไปไหน ให้นำฉันไปด้วยทุกครั้งนะของอย่างอื่น เก็บไว้ในกล่องเช่นเดิม แต่นำแหวนของฉันติดตัวไปทุกที่นฉันจะดูแลคุณครูท่านยื่นแหวนนะโมส่งให้ผม ผมยกมือไหว้ ก่อนรับมาสวมที่นิ้วก้อย คุณยายมองผมด้วยดวงตาที่เป็นประกาย ขนตาที่ยาวงอนของท่านกระพริบช้าๆ คล้ายรู้สึกว่าใกล้สิ้นสุดการเดินทางอันยาวนานเสียที ท่านยิ้มอีกครั้ง ยื่นมือมาลูบตรงไหล่ผมเบาๆ ยิ้มแล้วพยักหน้าช้าๆ แล้วท่านก็หายไปผมรีบตื่นเช้า ไปตักบาตรทำบุญกรวดน้ำให้ท่านอีกครั้ง นำเรื่องความฝันมาเล่าให้ครูในหมวดฟัง ทุกคนลงความเห็นว่าฝันครั้งนี้ไม่ใช่การกินอิ่มจนเกินไป หรือจิตนิวรณ์แน่ๆแต่มันต้องเป็นสัญญาณหรือนิมิตรหมายอันดีที่คุณยายอมรศรีต้องการสื่อสารให้ผมการตามหาคุณยายบัวคลี่ในครั้งนี้ต้องประสบความสำเร็จแน่ๆ  พิธีมอบแหวนนะโมของคุณยายอมรศรีให้กับผมจึงเกิดขึ้นที่กลางห้องพักครูในวันเดินทาง ทุกคนบอกครูพรเพ็ญว่า ให้ครูพรเพ็ญที่อาวุโสที่สุดในหมวดช่วยมอบแหวนประจำตระกูลให้กับผมหน่อย ครูพรเพ็ญตื่นเต้นว่าเป็นแหวนของเจ้าคุณปู่ของผมตั้งแต่บรรพบุรุษหรืออย่างไร ครูพรเพ็ญรู้สึกได้รับเกียรติมาก จึงเต็มใจหยิบแหวนในกล่องมามอบให้ผมในมือ อุ้ย ! กล่องอะไร ทำไม หอมขนาดนี้ครูพรเพ็ญได้กลิ่นหอมของดอกโนราแห้งที่โชยมา เธอก้มมองในกล่องอย่างพิศวงบอกว่าเห็นแค่กลีบดอกไม้แห้งๆ กับสร้อยลูกปัดแต่ทำไมหอมหวนยวนใจ ได้ขนาดนี้ น้ำอบไทยคะอาจารย์อาจารย์ก้องเขาพรมไว้” ครูอ้อกระซิบบอกครูพรเพ็ญ ผมรับแหวนนะโมมาใส่ถุงพลาสติกแบบซองใส่ยาเล็กๆแล้วพับเก็บไว้ในกระเป๋าเงินที่พกไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา คิดในใจว่านี่คือของขลังหรือสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจในการตามหาครั้งนี้  สู้เต็มที่เพื่อคุณยายบัวคลี่เราเก็บกล่องไม้ใบนี้ไว้ที่โรงเรียนก่อน เมื่อไหร่ที่ได้ข่าวดีว่าได้พบคุณยายแล้วครูจารุนันท์จะนำกล่องลูกปัดลงไปพร้อมอรวรรณทันที บ่ายวันนั้นพี่น้องในหมวดศิลปะที่มีความรักใคร่กลมเกลียวกันที่สุดมายืนรอส่งผมขึ้นรถไฟที่สถานีบางซื่อราวกับจะไปต่างประเทศ ยืนกันเต็มชานชาลานี่ขาดเพียงพวงมาลัยกับป้ายไฟที่ให้กำลังใจเท่านั้นเอง ครูจารุนันท์ขับรถไปรับอรวรรณมาสมทบด้วยอีกคนอรวรรณได้แต่บอกผมว่า อาจารย์คะขอให้เดินทางปลอดภัยและได้พบกับคุณยายบัวคลี่ด้วยนะคะ แล้วอรจะรีบตามลงไปนะคะก่อนรถไฟเทียบชานชาลาครูอ๊าฟเดินมาใกล้ๆผมร้องเพลงให้ผมและทุกๆคนฟัง เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แล้วคุณยายที่งดงามจะคืนกลับมา ”“ อย่าลืมร้องเพลงนี้ให้คุณยายบัวคลี่ด้วยนะครับอาจารย์ก้อง ” ดูมันไอ้ครูจอมทะเล้นประจำหมวดศิลปะ ทุกคนหัวเราะกันเสียงดังจนคนข้างๆหันมามอง  ผมหยิบกระเป๋าที่มีแหวนคุณยายอมรศรีขึ้นมา เคาะเบาๆแล้วบอกว่า คุณยายครับออกเดินทางไปพร้อมผมได้แล้วนะครับคุ้มครองผมด้วยนะครับ” เกือบ 14 ชั่วโมง ข้ามคืนกับครึ่งวันที่ผมใช้เวลาอยู่บนรถไฟตัวอยู่บนรถไฟ แต่ใจไปอยู่พัทลุงแล้ว เกือบ 6 โมงเช้าเมื่อรถไฟใกล้ถึงสถานีพัทลุงเต็มทีแล้วผมยื่นหน้าออกนอกหน้าต่างองท้องฟ้าด้านทิศตะวันออกแสงอ่อนๆของพระอาทิตย์ยามเช้าเริ่มจับขอบฟ้า ลมเย็นข้างนอกพัดมาปะทะหน้าทำให้สดชื่นเหมือนได้สัมผัสกับน้ำแร่ธรรมชาติ มองเห็นภูเขาอกทะลุอันเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดพัทลุงตั้งตระหง่านเป็นแนวขนานกับทางรถไฟยาวเหยียด ภูเขาลูกใหญ่ที่มีรูปทรงเหมือนกรวยสามเหลี่ยมใบใหญ่ๆวางชิดกับแท่งหินยักษ์รูปทรงหลอดแก้วใบอ้วนๆวางคว่ำอยู่ชิดกัน ภูเขาลูกที่เหมือนหลอดแก้วใบอ้วนวางคว่ำ มีรอยทะลุตรงกลางเกือบใกล้ยอดเขาเป็นช่องใหญ่ๆ เป็นช่องลมพัดผ่านทะลุได้ช่างเป็นภูเขาที่แปลกและน่าค้นหาประวัติความเป็นมายิ่งนัก  ต้นข้าวในนาด้านหน้าภูเขาเรียงเป็นทิวแถวสีเขียวอ่อนๆยาวไปสุดลูกหูลูกตากำลังล้อลมพลิ้วไปมาด้านซ้ายปลายสุดของเขาอกทะลุ มองเห็นยอดเขาเล็กๆอีกลูก เป็นถ้ำสวยงามที่มีเจดีย์และสำนักสงฆ์อยู่บนยอด นั่นคือถ้ำมาลัย ผมชอบสถานที่นี้ที่สุด มันเป็นภาพที่สวยงามเมื่อเรามองผ่านรถไฟลงไปยังประตูแรกของพัทลุงและเป็นสถานที่ที่ผมคุ้นเคยมาตั้งแต่เล็กๆ ด้วยความสวยงามของสถานที่นี้ จึงเป็นที่มาของการยุให้พ่อผมซื้อที่ดินแปลงเล็กๆบริเวณริมทางรถไฟที่อยู่ใกล้ถ้ำมาลัยข้างภูเขาอกทะลุแห่งนี้เพื่อทำเป็นสวน ปลูกผักและผลไม้ในยามว่าง พ่อผมได้ซื้อที่ดินไว้ไม่กี่ไร่ตามที่ลูกๆและเมียต้องการเมื่อนานมาแล้วและใช้เป็นที่ออกกำลังกายไว้ทำสวนหลังจากที่เกษียณราชการไปแล้ว  ผมมาวิ่งเล่นที่นี่เป็นประจำตั้งแต่ยังเป็นเด็กๆ สวนของครอบครัวเรามีป้ายเล็กๆที่ช่วยกันทำขึ้นมาเองแล้วปักไว้ที่หน้าสวนว่าสวนเวชรังษี แต่ผมไม่เคยแวะมาที่สวนนี้อีกนับจากที่พ่อเสียชีวิตเพราะทำใจไม่เคยได้  คงปล่อยสวนในฝันของพ่อให้เป็นที่ขึ้นของผักและผลไม้ตามอัธยาศัยใครใคร่เก็บผักหรือผลไม้ ก็ไม่หวงครับ รถไฟกำลังวิ่งผ่านสวนเวชรังษีของพ่อคิดถึงพ่อแล้วน้ำตาคลอแต่น้ำตายังไม่ทันไหลผมเหลือบไปเห็นชาวบ้านผู้ชายสูงวัยกับเด็กสาวแต่งตัวโนราเต็มยศสวยงามสองถึงสามคนกำลังเดินอยู่ตรงถนนที่หน้าสวนของเราเหมือนกำลังจะไปที่ไหนสักแห่ง ผมได้แต่คิดในใจว่าน่าจะมีงานแสดงแต่เช้า แต่คงเดินเท้าไปสักหน่อยเพราะแถวนี้เป็นชานเมืองต้องเดินไปอีกพอสมควร พอรถไฟกำลังจะวิ่งผ่าน เขาหยุดเดิน หันมามองขบวนรถไฟ แล้วโบกมือมาที่ผมส่งยิ้มซื่อๆแบบชาวบ้านมาให้คนบนรถไฟ ผมยื่นมือออกไป ยิ้มและโบกกลับไปอย่างมีความสุข คนที่นั่งใกล้ๆบนรถไฟมองว่าผมกำลังทำอะไร ผมจึงได้ลดมือลง รู้สึกเหมือนถึงบ้านแล้วจริงๆเพื่อนนุชมารับผมที่สถานีรถไฟแต่เช้า เอารถกระบะ 2 ประตู 4 ที่นั่งประจำกายมารอรับถึงสถานี เรากอดคอกันพอเป็นพิธี แล้วนุชก็พาผมเดินฝ่าผู้คนกับญาติๆคนอื่นที่มารอรับ พร้อมกับแม่ค้าที่เดินร้องขายกล้วยฉาบแม่แดง กับกะละแมแม่ประคอง อันเป็นขนมรสชาติเยี่ยมยอดของพัทลุงดังไปทั่วสถานี รถของนุชค่อยๆ เลาะเลี้ยว เซาะซอกซอยน้อยใหญ่ไปจนถึงบ้านผมที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟนัก ผมเข้าไปกอดแม่ กราบตัก และหอมเสียฟอดใหญ่ๆ แล้วเดินไปที่หน้ารูปพ่อ กราบพ่อ แล้วบอกพ่อว่าผมกลับบ้านครั้งนี้มิได้เพียงมาหาแม่และพ่อ หากมีภาระสำคัญต้องมาตามหาคนสำคัญของลูกศิษย์ที่จากกันมานานภาวนาให้พ่อที่รักของลูกช่วยนำทางและดลให้ลูกประสบความสำเร็จในการค้นหาครั้งนี้ด้วย ผมเล่าให้แม่ฟังแต่เพียงคร่าวๆว่าจะตามหาคนที่ชื่อบัวคลี่ อายุเกือบร้อยปีแล้ว แม่เคยได้ยินชื่อนี้บ้างหรือไม่ แม่พยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกได้แต่พูดเล่นติดตลกว่าถ้าชื่อคลี่ แม่รู้จักดี คือยายคลี่ที่เคยขายครองแครงในตลาดสดคนหนึ่ง กับยายคลี่ขายตือฮวนที่วัดสูง ที่บ้านอยู่หลังเขาไง แต่ทั้ง2ท่านก็เลิกขายไปนานแล้ว แล้วแม่ก็หัวเราะตามนิสัยอารมณ์ดีของแม่ผมยิ้มขำในความขี้เล่นของแม่ ไม่เอานะแม่ ไม่ได้มาตามหาคนชื่อคลี่ แต่ชื่อบัวคลี่ต่างหาก” ผมหอมแม่อีกครั้งแล้วขอตัวไปอาบน้ำอาบท่า นัดกับเพื่อนนุชว่า เย็นๆ นุชจะมารับไปพบเพื่อนๆที่ร้านกาแฟของนุช เพื่อนๆเตรียมตัวพบผมอยู่แล้วเพื่อการนี้ ผมหลับไปเพราะความอ่อนเพลียจากการเดินทาง มาตื่นอีกครั้งก็ราว 3โมงเย็น ลุกขึ้นกินข้าวกับแม่ แล้วรีบขับรถมอเตอร์ไซค์ไปเยี่ยม ลุง ป้า น้า อา และญาติผู้ใหญ่ รวมทั้งเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ที่มีรายชื่ออยู่เป็นหางว่าว คนต่างจังหวัดรู้จักกันคุ้นหน้าค่าตากันดี แม้จากมานานหลายปี กลับไปก็ยังจำกันได้ยิ่งพัทลุงเป็นเมืองเล็กๆ เรายิ่งมีความสนิทสนมกลมเกลียวกันมากขึ้นเป็นธรรมดา เพื่อนนุชขับรถคันเดิมมารับผมแล้วขับตรงไปที่ร้านกาแฟของตัวเองราว 5 โมงเย็น รถวิ่งออกนอกตัวเมืองมาทางทิศตะวันตก ขับผ่านโรงเรียนที่ผมเคยเรียนอยู่เมื่อชั้นมัธยม ทั้งโรงเรียนพัทลุงและโรงเรียนสตรีพัทลุง ทำให้คิดถึงเพื่อนๆและครูบาอาจารย์ที่เคารพรักขึ้นมาทันที รถผ่านตัวเมืองถึงหมู่บ้านหัวยาง ตำบลนาท่อม ซึ่งออกจากตัวเมืองราว 5 กิโล อืม ทำไมชื่อช่างคล้ายกับตำบลบ่อยางในจังหวัดสงขลาที่คุณยายบัวคลี่เคยอยู่เมื่อตอนเด็กๆเสียเหลือเกิน ร้านนุชชื่อร้าน ตาสว่าง ตั้งอยู่ริมถนนซึ่งอยู่ในบริเวณบ้านของนุชนั่นเอง เปิดขายกาแฟกับขนมเค้กและเครื่องดื่มต่างๆ ดูบรรยากาศภายนอกแล้วเป็นร้านที่น่านั่งจิบกาแฟร้านหนึ่ง ผมชอบชื่อนี้ตั้งแต่ลงจากรถ ตาสว่าง มีนัยที่หมายถึงดื่มกาแฟแล้วทำให้ตาสว่าง พ่อนุชรับราชการครูชื่อ สว่างใครๆจึงเรียกท่านว่าครูหว่าง หรือตาหว่างร้านตาสว่างจึงมีความหมายใน 2 ทางช่างตั้งชื่อได้เยียมมากเพื่อนผม ผมก็อยากให้การตามหาคุณยายบัวคลี่ในครั้งนี้ได้ตาสว่างเสีย เพื่อเพื่อนที่รอมานานกว่า 80 ปีจะได้พบทางสว่างในหัวใจ ไม่ต้องรออีกต่อไปแล้ว ได้แต่ขอพรให้พ่อสว่างของนุชที่เสียชีวิตไปแล้วมาช่วยผมในการตามคุณยายอีกแรงหนึ่งด้วย นึกในใจแล้วก็ยกมือไหว้ร้านตาสว่างก่อนเข้าไปนั่งในร้าน ในร้านเพื่อนนุชถูกตกแต่งและทาสีภายในไว้อย่างสวยงาม โทนสีร้านเป็นสีส้ม ของประดับตกแต่งน่ารัก รูปแบบสมัยใหม่ เหมาะที่จะเป็นที่สำหรับพบปะเพื่อนๆเพื่อสังสรรค์กันเป็นหมู่เล็กๆ สมแล้วกับที่เพื่อนนุชผมจบสถาปัตยกรรมมา จึงออกแบบร้านตัวเองได้สวยและน่านั่งพักผ่อนหย่อนใจยิ่งนัก ข้างในร้านมีเพื่อนผู้หญิงรออยู่อีก 3 คน คนหนึ่ง คือทิพย์ หรือสุธาทิพย์ เธอเป็นพยาบาลด้านจิตเวช อีกคนหนึ่งคือนิตยา หรือป้ายาของเพื่อนๆ เธอประกอบธุรกิจส่วนตัว และสุดท้าย สุภาพร หรือเอียดที่ทำธุรกิจรับซื้อยางพารา เธอทั้ง 3 คน เป็นคนที่รู้จักของเพื่อนพ้องและผู้คนมากมายรองไปจากนุช พวกเธอมีอัธยาศัยดี รู้จักและสามารถลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้านได้อย่างเป็นกันเอง ทำให้การตามหาคุณยายจะง่ายมากขึ้น และพวกเธอรับอาสาคอยนำพาผมไปค้นหาคุณยายในครั้งนี้ โดยแต่ละคนจะแบ่งโซนกันพาผมไปในแต่ละพื้นที่ที่ตัวเองคุ้นเคยในแต่ละวัน ผมอึ้งในการวางแผนตามหาคนของเพื่อนๆอย่างมาก นี่คือการวางหมากวางเกมและทำการบ้านไว้ให้ผมชนิดมืออาชีพเลยทีเดียว ผมไม่เคยได้พบเพื่อน 3 คนนี้เลยตั้งแต่จากบ้านเกิดไป แต่ก็ซึ้งใจที่เพื่อนมาช่วยกันอย่างเต็มใจ นี้คือสายใยของความเป็นเพื่อนและคือน้ำใจอันยิ่งใหญ่ของเพื่อนที่มีต่อผม พวกเธอบอกว่า ยังขาดเพื่อนพยาบาลอีก 3 คนที่ไม่ได้มาในวันนี้ คือกุลธิดา ปรีดา และดาราทิพย์ เพราะทั้ง 3 คนกำลังลงพื้นที่ไปดูแลเยี่ยมเยียนผู้ป่วยในชนบท โอ้โหนี่นุชเพื่อนผมที่มีอาชีพเป็นสถาปนิก แต่ได้เกณฑ์เพื่อนพยาบาลมาเกือบทั้งจังหวัดเลยหรือนี่  ที่สำคัญ พวกเธอไม่เคยรู้รายละเอียดเรื่องจริงๆว่าผมมาตามหาคุณยายบัวคลี่ให้ใคร รู้แต่ว่าคือคนที่ผมต้องการตามหาให้ลูกศิษย์ที่พลัดพรากกันมานาน สุธาทิพย์ที่เป็นพยาบาลอธิบายเรื่องการตรวจหารายชื่อและจากคำบอกเล่าของจากทางอาสาสมัครผู้ช่วยพยาบาลตามตำบลต่างๆเท่าที่ขอความร่วมมือได้ ได้ชื่อบัวคลี่มาทั้งหมด 3 ราย  ผมฟังถึงตอนนี้รู้สึกหายใจแรง จเต้นตุ๊บๆจนแทบออกมาจากอก แต่บัวคลี่ที่ได้รายชื่อมาอยู่กันคนละตำบลหนแห่งกัน อายุไม่แน่ชัดในบางราย และได้ตรวจสอบถามจากอาสาสมัครแล้วว่าบ้านเรือนอยู่ละแวกใดเพื่อเตรียมไว้สำหรับการตามหา บัวคลี่คนแรกอาศัยอยู่ตำบลลำปำ ห่างจากตัวเมืองพัทลุงไปทางทิศตะวันออก เลยภูเขาอกทะลุไปเพียง 10 กิโลเมตร ที่สำคัญ ลำปำคือบ้านเกิดของแม่ผมด้วย ผมดีใจที่สุดที่คนที่ผมอยากพบไม่ได้อยู่ไกลจากบ้านเกิดแม่ผมเลย อะไรโลกมันช่างกลมขนาดนี้ บัวคลี่คนที่ 2 มีอาสาสมัครบอกว่าเป็นคุณยายที่เคยขายขนมอยู่แถวตลาดใต้โหนด ซึ่งเป็นตลาดขายของพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงในอำเภอควนขนุน ของจังหวัดพัทลุงในขณะนี้ แต่ไม่ทราบอายุแน่นอน รู้เพียงอายุมากแล้ว ไม่ได้เห็นคุณยายมาขายของนานแล้ว ต้องลองไปตามหาดู  คนที่ 3 อยู่ตำบลทะเลน้อย แหล่งนกน้ำที่สวยงามแหล่งหนึ่งของพัทลุง ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศเหนือราว 32 กิโลเมตร แต่คุณยายบัวคลี่ท่านนี้ตามตัวยาก เพราะบ้านอยู่ลึกเข้าไปในป่าริมน้ำ ต้องลุยน้ำข้ามทะเลน้อยกันไปทีเดียว เอาล่ะเป็นโชคดีที่เรามีบัวคลี่ให้ตามถึง 3 ท่าน นี่ถ้ามีบัวคลี่สักราวๆ 130 ชื่อทั่วทั้งพัทลุง ผมคงลาออกจากการเป็นครูมาเป็นนักสืบเสียเลย เราวางแผนการเดินทางตามหาในวันพรุ่งนี้ทันที สุธาทิพย์จะเป็นจุดกลางคอยรับข่าวสารข้อมูลจากเพื่อนๆแล้วส่งถึงผม สุภาพร กับนุชเป็นตัวหลัก จะพาผมไปลำปำ และทะเลน้อย ส่วนนิตยาจะพาผมกับนุชไปตลาดใต้โหนดคนที่ผมและเพื่อนๆสนใจมากที่สุดในเบื้องต้น คือคุณยายบัวคลี่ที่อยู่ตำบลลำปำ เพราะเป็นคนบ้านเดียวกับแม่ผมเราต้องไปหาคนๆนี้ก่อน ถ้าโชคดีเป็นคุณยายบัวคลี่ที่เราตามหา จะได้จบตั้งแต่รายแรก ผมตื่นเต้นจนบอกไม่ถูก มีความสุขคนเดียวไม่ได้ ต้องรีบยกหูโทรศัพท์โทรบอกครูจารุนันท์ที่กรุงเทพฯให้รู้ทันที ครูจารุนันท์ก็ตื่นเต้นแทนผมจนอยากชวนอรวรรณเดินทางมาในวันรุ่งเช้าเสียให้ได้ ผมฝากครูจารุนันท์ให้บอกครูน้องๆในหมวดทุกๆคนด้วยว่าพี่ใกล้ถึงเส้นชัยแล้ว วางหูโทรศัพท์ได้ก็คุยกับเพื่อนๆอย่างเบิกบานสำราญใจยิ่ง กินข้าวได้มากกว่าทุกวัน เพราะวันนี้นอกจากมีความสุขกับเพื่อนเก่าแล้ว ความหวังของเราก็เริ่มแจ่มชัดขึ้นทุกที ผม นุช สุธาทิพย์ สุภาพร และนิตยา นั่งหัวเราะกันจนตะวันพลบท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ทุกบ้านเริ่มเปิดไฟ เสาไฟฟ้าหน้าถนนบ้านหัวยางเริ่มสว่าง บรรยากาศเริ่มเงียบ เสียงโทรศัพท์นุชดังขึ้น เมื่อนุชรับโทรศัพท์ก็มีเสียงคุยหัวเราะถูกใจกับเสียงปลายสาย ผมมารู้เมื่อตอนนุชวางหูโทรศัพท์ว่า เพื่อนผมอีก 2 คนจะตามมาที่ร้าน คราวนี้เพื่อนผู้ชายบ้างแล้ว เพื่อนสนิทที่รักกันมากๆ จะมาร่วมอำนวยการตามหาในครั้งนี้ด้วย คนแรก วิลาศ อนุจันทร์ คนที่สอง ธัชชัย ธนาวิชนัน ทั้ง 2 คนทำงานดี ตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โตในวงการราชการและบริษัท วิลาศและธัชชัย รับอาสาจะมาเป็นคนคอยสำรองการเดินทางในแต่ละวันยามที่ผมต้องการ วันไหนที่เข้าไปในถิ่นลำบากหรือห่างไกล เพื่อน 2 คนนี้จะรับเป็นคนขับรถแทนนุช ผมซึ้งใจเพื่อนจนพูดไม่ออก ใส่รูป ขณะที่เรากำลังคุยกันเพลินๆ จนราว 2 ทุ่มกว่าๆ นุชมองข้ามผมไปที่หน้าต่างของร้าน แล้วลุกขึ้นออกไปเปิดประตูหน้าร้าน มองซ้าย ขวา แล้วเดินกลับเข้ามาบ่นเสียงอู้อี้ เด็กผู้หญิงที่ไหนมายืนมองอยู่ที่หน้าต่างก็ไม่รู้เห็น 2 ครั้งแล้ว นึกว่าจะมาซื้ออะไร พอออกไป เห็นแต่ชายผ้าถุงเดินหายวับไปทางด้านหลังรถที่เราจอดกันอยู่ที่หน้าร้าน แล้วคงข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่งเสีย สงสัยจะกลับไปแล้ว แต่ไม่คุ้นหน้าว่าเป็นเด็กแถวนี้เลย”  เอาล่ะสิ ผมเริ่มรู้สึกตงิดๆในใจ เด็กแถวนี้เค้ายังใส่ผ้าถุงกันในชีวิตประจำวันอยู่รึเปล่าล่ะนุช ” ผมถาม ไม่ค่อยเห็นแล้วนะ ใส่เป็นกระโปรงหรือกางเกงกันเกือบหมดแล้วนุชขมวดคิ้ว ผมนั่งยิ้มปนหัวเราะหึๆอยู่คนเดียว ปล่อยให้เพื่อนๆงงไปพร้อมกัน คุณยายอมรศรีมาด้วยแล้วสิท่า ผมนี่บอกไม่ถูกว่าดีใจหรือเสียใจกันแน่ แต่เอาล่ะ ลองถามอีกสักคำถามเพื่อยืนยันความมั่นใจดูสักอีกคำถามหนึ่ง นุช เด็กหน้าตายังไง? จำได้มั้ย? ” ผมซัก หน้าเข้มๆนะก้อง ตาคมกริบ เออ ถามทำไมเหรอ ” นุชอยากรู้ว่าผมถามไปทำไม อ้อ เปล่า ถามดูว่าใช่คุณยายอมรศรของเรารึเปล่าเท่านั้นเอง ” แล้วผมก็หัวเราะ สุธาทิพย์ นิตยา และสุภาพรก็หัวเราะงอหงาย นุชก็ขำกลิ้ง บ้า เล่นมุกตั้งแต่วันแรกเลยนะก้อง ยายก้องอายุเท่านี้ก็บ้าไปสิ ช่างตบมุกหนักจริงสุธาทิพย์พูดไป หัวเราะไป ก้องยังฮาเหมือนตอนเป็นนักเรียนเลยนะสุภาพรเสริม ส่วนนุช หัวเราะคิกคัก เพื่อนๆ หยุดหัวเราะกันแล้ว ผมยังหัวเราะไม่หยุด แต่ในน้ำเสียงหัวเราะก็มีเสียงสั่นเครือและมีน้ำตาออกมาด้วย เพื่อนๆขำต่อว่าผมหัวเราะจนร้องไห้ ใช่สิ จะไม่ให้ร้องไห้ได้อย่างไรล่ะ ถ้าผมบอกพวกคุณ คุณจะยังขำกลิ้งแล้วนั่งอยู่ที่นี่อีกมั้ยคงวิ่งกลับบ้านกันเป็นแถวๆเชียวครับ เมื่อใกล้ 3 ทุ่ม วิลาศกับธัชชัยก็มาถึงร้าน เสียงรถจอดที่ด้านหน้า แสงไฟจากหน้ารถส่องลอดเข้ามาในร้าน พอจอดรถ ดับไฟได้ก็เดินเข้ามาในร้าน ผมกับเพื่อนทั้ง 2 คนโอบกอดกันตามประสาความคิดถึงที่ห่างหายกันไปนาน เมื่อนั่งที่โต๊ะยังไม่ทันได้สั่งอาหาร วิลาศเอ่ยทักนุชทันที นุช รถนุชที่จอดอยู่หน้าร้านใช่มั้ย? ” วิลาศถามนุช ใช่ครับ รถผมเองนุชตอบยิ้มๆ ทำไมไม่ให้เด็กเข้ามาในร้าน ปล่อยให้คอยอยู่ในรถได้ยังไง? ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ” วิลาศพูดเรียบๆ สีหน้าสงสัยว่าทำไมนุชถึงทำเช่นนั้น นุชมีสีหน้างุนงงอย่างมาก บอกว่าไม่มีใคร นุชไม่ได้ให้เด็กคนไหนไปนั่งอยู่ในรถ หลานก็ไม่มี ทุกคนไปเรียนที่กรุงเทพฯหมด ธัชชัยเลยถามต่อว่าแล้วเด็กผู้หญิงที่นั่งเงียบๆอยู่ที่เบาะหลังรถคือใคร? ตอนจะจอดรถก่อนดับไฟ แสงไฟส่องไปที่หน้ารถนุช เขาทั้ง 2 คนเห็นเด็กอยู่ในรถด้วยกัน เท่านั้นล่ะ นุชมันหูตาเหลือกและกลัวจนขนลุก ส่วนสาวๆอีก2คนก็ตื่นกลัวตามนุชไปด้วย วิลาศกับธัชชัยทำหน้างงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ผมสิ นั่งขำอีกครั้ง….ขำทั้งๆขนที่คอและแขนลุกชันอีกวาระหนึ่ง คราวนี้ชัดเจนเสียยิ่งกว่าแช่แป้ง คุณยายที่เคารพมากับผมด้วยจริงๆ แล้วนี่ผมจะนั่งรถนุชกลับบ้าน ได้มั้ยหนอ นึกไปน้ำตาแทบจะไหลออกมาอีกรอบหนึ่ง ธัชชัยต้องเดินออกไปดูรถที่จอดอีกรอบหนึ่ง แล้วกลับมาบอกว่าไม่เห็นใครนั่งอยู่บนรถแล้ว ทุกคนจึงได้ผ่อนคลาย นิตยาถามนุชว่าไปเอาของดีหรือของขลังที่ไหนมาไว้ในรถหรือเปล่า นุชปฏิเสธ ว่าไม่มีสิ่งใด ไม่เคยเอาของวิเศษอันใดไปใส่ไว้ในรถทั้งสิ้น เพราะนุชกลัวสิ่งที่มองไม่เห็นทุกอย่าง แถมกลัวผีที่สุดในชีวิต นี่ผมมาเจอคู่แฝดต่างภพของครูพรเพ็ญเสียด้วยอีกคู่หนึ่งแล้วสิครับผมได้แต่ยกมือไหว้ อธิษฐานในใจถึงคุณยายอมรศรีว่าผมทราบแล้วว่าท่านมาคอยดูแลผมและเพื่อนๆ ขอให้ท่านทราบ และไม่ต้องปรากฏให้พวกเราเห็นด้วยเถิด เพราะเพื่อนๆจะกลัว นุชและเพื่อนๆหันมามองผมขณะยกมือไหว้ แต่ผมบอกเพียงว่า เวลาเกิดเรื่องราวที่เราหาคำตอบแบบนี้ไม่ได้ เราก็ยกมือขึ้นไหว้ แล้วสวดบทกรวดน้ำให้เขาไป เขาจะได้รับกุศลที่เราส่งไปให้ แหม สาวๆพากันยกมืออธิษฐานตามผมกันพร้อมเพรียง เหลือแต่ชายหนุ่ม 2 คนเท่านั้นที่ไม่พูดอะไร ได้แต่นั่งยิ้มอยู่กับโต๊ะ เราร่ำลากันราว 4 ทุ่ม ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน แต่ก็ย้ำกันว่าพรุ่งนี้เราจะออกเดินทางมุ่งสู่ตำบล ลำปำ อันเป็นถิ่นของคุณยายบัวคลี่ ที่มีความน่าสนใจที่สุด และเป็นบ้านเกิดของแม่ผมอีกด้วย ก่อนขึ้นรถ ผมก็ชวนนุชคุยไปเรื่อยเพื่อแก้ความหวาดกลัว เมื่อถึงบ้าน ลงจากรถ ก็ได้แต่เอามือตบกระเป๋าที่มีแหวนนะโมเบาๆแล้วบอกว่า ถึงบ้านแล้วนะครับคุณยาย แล้วผมก็รีบสาวเท้าเข้าบ้านแบบไม่เหลียวหลังอีกเลย คุณยายบัวคลี่ครับ ขอให้เป็นคุณยายสักทีเถอะครับ เรื่องราวที่ลุ้นระทึกจะได้จบลงด้วยความสุขเสียที ( จบตอน 12 )

ข้ามภพ ข้ามชาติ…(ตอน 1 3)

วันแรกของการตามหา. ก่อนออกจากบ้าน ผมถามแม่อีกครั้งว่าแม่เคยได้ยินคนที่ชื่อบัวคลี่ที่อยู่ในเขตลำปำบ้างหรือเปล่า? แม่คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า บอกว่าไม่เคยได้ยินเลยผมย้ำให้แม่ลองคิดอีกครั้ง บอกแม่ว่าเพื่อนตรวจสอบได้ว่ามีชื่อนี้อยู่ที่ลำปำที่เป็นบ้านเกิดของแม่แต่แม่ก็นึกไม่ออกอยู่ดีทผมจึงละทิ้ง ความพยายาม แล้วบอกแม่ว่าไม่เป็นไร วันนี้ผมจะไปตามหาคนนี้แถวๆ บ้านเกิดของแม่ดู ผมเดินไปที่รูปของพ่อที่วางบนหิ้ง ยกมือไหว้ บอกพ่อว่าขอให้ช่วยลูกด้วยแล้วก็ไม่ลืมเอามือแตะกระเป๋าเงินที่ใส่แหวนนะโม บอกคุณยายอมรศรีว่าผมจะเดินทางแล้ว  ขอให้คุณยายช่วยด้วย นุช และสุภาพร ขับรถมาคอยที่หน้าบ้านแล้ว พร้อมออกตามหาคุณยาย บัวคลี่ในทันที เราไม่กล้าไปเช้านัก เพราะเกรงว่าเจ้าของบ้านจะไม่สะดวกที่จะพบ  อาจต้องทำกิจวัตรประจำวัน หรือทำงานทำการในบ้านให้เรียบร้อยเสียก่อน เราควรไปในช่วงสายหรือบ่าย จึงไปที่ร้านโรตีหน้ามัสยิดข้างถนนทางรถไฟพัทลุงเพื่อกินอาหารก่อนเดินทาง ร้านโรตีร้านนี้ ผมถือเป็นเจ้าที่อร่อยที่สุดในพัทลุง เจ้าของร้านผู้เป็นสามีมีเชื้อจีนแต่ภรรยาเป็นอิสลาม เมื่อทำร้านโรตี จึงตั้งชื่อว่า บังแอนด์โก รสชาติไม่ต้องพูดถึงครับ อร่อยล้ำฉ่ำปากเหมือนตกอยู่ในสวรรค์วิมานเมื่อได้กินโรตีร้านนี้ มื่อกินกันจนอิ่มก็เริ่มออกรถเดินทางไปตามเส้นทางตัดทางรถไฟ วิ่งสู่หมู่บ้านควนมะพร้าว แล้วก็ไปถึงลำปำในเวลาไม่กี่นาที สุภาพรเป็นตัวหลักในการนำทาง เธอสืบมาจากน้องๆอาสาสมัครดูแล ผู้ป่วยในชุมชนลำปำว่าบ้านคุณยายบัวคลี่อยู่ข้างๆวังเจ้าเมืองพัทลุงในอดีต  ซึ่งบัดนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสวยงามและเป็นสถานที่สำคัญของพัทลุงแห่งหนึ่งไปแล้ว  วังแห่งนี้อยู่ในตำบลลำปำ ติดริมถนนใหญ่ เป็นบ้านทรงไทยโบราณ แต่ที่ดูเหมือนพระพรหมท่านลิขิตไว้ก็คือ ตรงข้ามถนนข้างวังเจ้าเมืองพัทลุงเก่าแห่งนี้ มีที่ดินของแม่ผมซึ่งเป็นมรดกจากตาและยายของผมที่มอบไว้ให้แม่ ผมใจเต้นอีกแล้ว เมื่อรถจอดที่ถนนข้างทางก่อนกำแพงหน้าวังเจ้าเมืองพัทลุง ผมนึกในใจว่าเราจะเริ่มต้นพูดคำแรกกับครอบครัวคุณยายว่าอย่างไรดี มาตามหาคุณยายเพราะเพื่อนคุณยายในชาติก่อนเขาตามหา พูดแบบนี้มีหวังโดนไม้ตีพริกลอยมาจากหลังบ้านเป็นแน่แท้ อีกอย่างหนึ่ง นุชกับสุภาพรก็ยังไม่รู้ความจริงในเรื่องนี้ หรือจะบอกว่ามาถามหาคนชื่อบัวคลี่ที่มาจากสงขลาในอดีตราวๆ 80 กว่าปีหรืออย่างไรดี ผมถามนุชกับสุภาพรว่าเราจะถามเขาอย่างไร เขาจะเชื่อคนแปลกหน้าอย่างเราไหมที่จู่ๆก็โผล่พรวดมาถามหาผู้หลักผู้ใหญ่ของเขา นุชเงียบไป แต่สุภาพรให้บอกว่าเรามาตรวจสอบข้อมูลผู้สูงอายุให้กับสาธารณสุขก็ได้ แล้วถ้าสอบถามเบื้องต้นว่าเป็นคุณยายบัวคลี่จริงๆ เราจึงค่อยบอกว่ามีเพื่อนจากสงขลาอยากทราบข่าวคราวและให้ญาติออกตามหามานี่ละ นับเป็นความคิดที่ดีมากๆ เราจึงเดินมุ่งหน้าไปตามทางที่สุภาพรนำไปทันที วันนี้ไม่สามารถเข้าชมวังเจ้าเมืองพัทลุงได้ เพราะมีกิจสำคัญ แต่ครั้งหน้าถ้ามีโอกาส ผมจะมาเดินชมเสียให้ฉ่ำปอด ดินแดนบ้านเกิดแม่ผมแท้ทีเดียวเชียวครับ ยังมิทันเดินเหลียวดูวังเจ้าเมืองได้สักเท่าไหร่ สุภาพรก็พามาหยุดที่บ้านหลังหนึ่งปลูกไว้ค่อนข้างใหญ่โต เป็นบ้านที่มีลักษณะสมัยใหม่ มีรั้วรอบขอบชิดและเนื้อที่กว้างพอสมควร ผมยื่นมือไปกดกริ่งประตูรั้ว ประเดี๋ยวเดียวมีผู้หญิงค่อนข้างมีอายุเปิดประตูบ้าน เดินออกมาหาพวกเรา ใจผมยิ่งเต้นรัวเธอเดินมาเปิดประตูรั้วพวกเราทั้ง 3 คน ยกมือทักทายสวัสดี นุชเป็นคนเปิดการเจรจา เพราะเธอช่างฉอเลาะและดูเป็นมิตรกับทุกคน โทษนะครับ พอดีมาสำรวจถามเรื่องผู้สูงอายุในบ้านหลังนี้ว่ามีคนชื่อคุณยายบัวคลี่อยู่บ้างไหมครับ ” เธอบอกว่ามี แต่คุณยายไปอยู่บ้านอีกหลังหนึ่งที่บ้านปากประ ซึ่งอยู่ห่างจากลำปำไปทางเหนืออีกราว 4 กิโลเมตร เธอไม่รู้อะไรมาก นักเพราะเป็นแม่บ้าน รู้เพียงว่าลูกคุณยายสร้างบ้านไว้ที่ปากประเพราะอากาศดี จึงพาคุณยายไปพักที่นั่นเธอบอกตำแหน่งบ้านให้ ว่าอยู่ใกล้ริมน้ำให้ขับรถตามเส้นทางเลียบทะเลสาบลำปำไปราว 4 กิโลเมตร แล้วจะพบบ้านทางขวามือ หลังใหญ่ มีต้นมะม่วงอยู่ที่รั้วหน้าบ้าน 2 ต้น เรากล่าวขอบคุณแล้วรีบเดินทางออกไปตามคำบอกทันที ขับรถเลียบทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศมา มองเห็นวิวของน้ำทะเลกับแสงของตะวันยามบ่าย สวยงามจนเหลือเกิน เห็นคนบนเรือที่ออกหาปลากำลังเหวี่ยงแห ตกปลา และที่สำคัญ ชาวบ้านปักยอไว้สำหรับหาปลาซ้อนไขว้สลับกันไปมาดูงดงามแบบธรรมชาติยิ่งนักเหมือนภาพศิลปะในงานแสดงตามห้องจัดแสดงในงานต่างๆ
ผมไม่เคยเห็นความสวยงามของบ้านเกิดของผมในมุมมองนี้มาก่อน นั่งมองชายทะเลบนรถจนมาถึงบ้านเป้าหมายที่ต้องการ บ้านที่มีต้นมะม่วง
2
ต้นอยู่หน้าบ้าน เป็นบ้าน 2 ชั้น บ้านไทยผสมแบบทันสมัย ตัวบ้านห่างจากบ้านคนอื่นมากมาย เรียกว่าเป็นบ้านเดี่ยวบนพื้นที่เขียวๆของสองข้างทาง มีฉากหลังเป็นทะเล ทำให้บ้านน่าอยู่ยิ่งนัก เราจอดรถหน้าประตูกดกริ่งอีกครั้งทมีผู้หญิงวัยกลางคน เดินมาเปิดประตูทหน้าตาดูดี ผมเอะใจในขณะที่มองหน้าเธอว่ามีเค้าเหมือนคุณยายบัวคลี่บ้างไหม อืม มีเค้าอยู่มากทีเดียว แม้จะดูมีอายุ แต่ผิวพรรณดี ดูยังไงก็คล้าย นุชกับสุภาพรเริ่มต้นทักทายด้วยการยกมือไหว้แล้วถามหาคุณยายบัวคลี่ ผู้หญิงท่านนั้นบอกว่ามีธุระอะไร? คุณแม่นอนอยู่ ยังไม่ตื่น นั่นไง  ผมนึกแล้วว่าต้องเป็นลูกสาวแน่ๆ ใจผมยิ่งเต้นรัวราวกลองโนราที่กำลังตีอยู่หน้าเวทีแสดง นุชบอกไปเช่นเดิมว่ามาสำรวจคนสูงอายุในเขตตำบลลำปำเท่านั้นเองประทานโทษนะคะ ไม่ทราบว่าคุณยายอายุเท่าไหร่แล้วคะ นุชเอ่ยปากถามคุณแม่อายุ 82 แล้วค่ะ เธอตอบด้วยรอยยิ้ม
ผมฟังประโยคนี้เข้า ขาเป๋ไปวูบหนึ่งอืม คุณยายชื่อบัวคลี่ใช่ไหมคะ สุภาพรถาม ไม่ใช่ค่ะ ชื่อคลี่ ค่ะ ไม่ใช่บัวคลี่ ผมฟังประโยคที่สอง ขาอีกข้างเป๋ตามขอโทษนะครับ คุณยายเคยใช้ชีวิตอยู่ที่สงขลาเมื่อตอนเล็กๆหรือเปล่าครับ ”ผมรีบถามเพื่อย้ำความมั่นใจไม่ค่ะ คุณแม่เป็นคนกรุงเทพฯเติบโตที่กรุงเทพฯ แต่แต่งงานกับคุณพ่อที่เป็นคนพัทลุง เมื่อเกษียณด้วยกันจึงมาใช้ชีวิตด้วยกันที่บ้านเกิดคุณพ่อที่พัทลุงนี่ละค่ะเท่านั้นล่ะ เพื่อนนุชกับเพื่อนสุภาพรของผมแทบจะหอบปีกผมลากขึ้นรถกลับบ้านแทบไม่ทัน นุชกับสุภาพรพาผมไปนั่งพักผ่อนแก้อกหักที่ร้านอาหารริมทะเลสาบลำปำ มองไปยามนี้ พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว แม้แสงตะวันเมื่อใกล้ลับขอบฟ้าจะสวยงามเพียงใด ผมกลับรู้สึกเหมือนเรือที่ออกกลางทะเลล่มแล้วทั้งลำ เอาน่าก้อง พรุ่งนี้เราไปตามหาคุณยายกันใหม่ เหลืออีกตั้ง 2 ราย ” นุชให้กำลังใจใช่นะการตามหาอะไรสักอย่างที่มีคุณค่า มันไม่อาจหามาได้อย่างที่เราต้องการนะ ยิ่งยากเท่าไหร่ ความสำเร็จยิ่งหอมหวานเท่านั้นนะ ผมฟังสุภาพรกับนุชให้กำลังใจก็รู้สึกดีขึ้น แต่ก็ยอมรับว่าผิดหวังมาก คุณยายท่านนี้ชื่อคลี่ อายุ 82 และเป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด แปลกใจว่าตรวจสอบอย่างไรว่าคุณยายท่านนี้ชื่อบัวคลี่ คงเกิดความผิดพลาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านมิได้มีสิ่งใดที่ใกล้เคียงคุณยายบัวคลี่ที่เรากำลังตามหาอยู่เลย แม้แต่นิดเดียว ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแม่ผมที่เป็นคนพื้นที่ลำปำตั้งแต่เกิดจึงไม่รู้จัก คุณยายท่านนี้เลยแม้แต่น้อย เพราะคุณยายท่านนี้เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในพื้นที่หลังจากที่แม่ผมย้ายออกมาแล้ว คิดเงินค่าอาหารเสร็จก็ใกล้พลบ เราพากันเดินกลับมาขึ้นรถที่จอดหน้าร้าน นุชเดินอ้อมรถไปริมถนนเพื่อจะเปิดประตูรถ มีรถกระบะคันหนึ่งวิ่งสวนมาอย่างเร็ว ผมกับสุภาพรเห็นแล้วตะโกนบอกนุชไม่ทัน รถกระบะวิ่งชิดเลนมาอีกไม่กี่เมตรจะถึงตัวนุช แต่พระพุทธเจ้า นุชสะดุดอะไรก็ไม่ทราบ ล้มหงายหลังมาที่ทางเท้า  รถกระบะวิ่งปาดหน้าห่างตัวนุชไปไม่ถึงเมตร นุชรอดพ้นจากรถกระบะเฉี่ยวไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด แม่ค้าฝั่งตรงข้ามที่กำลังเดินข้ามถนนมาหวีดร้องเสียงลั่น ผมและสุภาพรยืนตะลึงแทบช็อก นุชรอดมาได้ราวปาฏิหาริย์ ผมยืนขาสั่น พูดไม่ออก พอตั้งสติได้ รีบวิ่งไปยกนุชขึ้นมา สุภาพรหิ้วปีกนุชอีกข้างขึ้นมา โห  คุณนี่ โชคดีอะไรขนาดนั้น เดินออกมาไม่เห็นรถสวน นี่ดีนะ ที่เด็กคนตะกี้วิ่งมากระชากมือคุณล้มลงไปก่อน ไม่งั้นคุณต้องโดนรถกระบะชนแน่ๆแม่ค้าที่เดินมาถึงทางเท้าฝั่งเราพูดเสียงดังแล้วเด็กผู้หญิงคนที่ดึงคุณไปไหนแล้วคะ ต้องขอบใจเธอนะ เธอช่วยคุณไว้ ” แม่ค้าย้ำอีกรอบ พูดไปพลาง เธอเอามือลูบอกไป ปล่อยให้เรา 3 คนยืนงงกันยกใหญ่ นุชถามว่ามีใครมาดึง เธอสะดุดขาตัวเองล้มลงต่างหาก ไม่เห็นมีใครดึง สุภาพรก็บอกว่าไม่เห็นเด็กเลยสักคน เป็นไปไม่ได้ แต่แม่ค้าบอกว่าเธอเห็นจริงๆ เด็กผู้หญิง ผมสั้นๆ วิ่งออกมาจากหลังรถแล้วดึงนุชเข้ามา ผมฟังดังนั้นก็ใจหายวาบเข้าไปอีก สองคนนั้นหันมามองว่าผมจะพูดอย่างไร เขาอยากให้ผมยืนยันว่าผมไม่เห็นใครเหมือนเขาทั้งสอง แต่ด้วยความซื่อสัตย์ แม้ผมไม่เห็น แต่ผมทราบว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่ใคร แต่ต้องเป็นคุณยายอมรศรีแน่ๆ ถ้าผมบอกว่าไม่เห็น ผมก็คงจะรู้สึกไม่ดีกับการโกหกครั้งนี้แน่ๆ ผมจึงตัดสินใจค่อยๆหยิบมือออกมาจากกระเป๋า เปิดรูปของคุณยายอมรศรีที่ถ่ายร่วมกับเพื่อนๆขึ้นมา เปิดหน้าจอโทรศัพท์ ยื่นให้แม่ค้าดูบอกว่าลองดูสิว่าในรูปนี้ที่มีเด็ก 10 คน มีคนไหนที่หน้าตาเหมือนเด็กที่ช่วยดึงพี่เค้าออกมาเมื่อสักครู่ มีหรือไม่ ช่วยดูสักครั้ง แม่ค้าไล่มองดูรูปที่มีเด็กหญิง 10 คนยืนถ่ายรูปและนั่งรวมกันตั้งแต่ปี 2470 แล้วก็ไปหยุดที่คนยืนซ้ายสุด แม่ค้าท่านนั้นชี้มือไปที่รูปคุณยายอมรศรี แล้วบอกว่าเด็กคนนี้เลย ใช่แน่ เด็กคนนี้ หน้าตาคมๆ ใส่ชุดแบบนี้ เสื้อผ้าแบบนี้ ใช่แล้ว นุ่งผ้าถุงแบบนี้เลย นุชกับสุภาพรรีบขอดูบ้าง แล้วมองไปที่นิ้วชี้แม่ค้าที่บนรูปของคุณยาย อมรศรี เท่านั้นละ เพื่อนนุชของผมก็ทำหน้าตะลึง ตาเท่าไข่ห่าน อ้าปากหวอ แล้วร้องเสียงดังลั่น เฮ้ยยยย  เด็กคนนี้ที่เพื่อนเห็นมายืนเกาะหน้าต่างเมื่อคืนนี้นะ เฮ้ยยยยะไรกัน???? เพื่อนเห็นเด็กคนนี้จริงๆ เพื่อนไม่โกหก เป็นไปได้ไง แม่ค้ากับสุภาพรยืนงงเหมือนไก่ตาแตก มีแต่ผมเท่านั้นที่รู้ดี ได้แต่บอกแม่ค้าว่าไม่มีอะไร ขอบคุณมากๆ แล้วก็เชิญแม่ค้าให้ไปขายของต่อ ส่วนสุภาพรเธอได้แต่ขมวดคิ้วว่ามันคืออะไรกัน  นุชบอกให้ผมเล่าและอธิบายให้ชัดเจนว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่งั้นนุชจะไม่ช่วยตามหาคนที่ก้องต้องการพบอีกแล้วผมบอกว่าถ้าเล่าแล้ว ต้องไม่กลัวจนขี้ขึ้นสมองนะ ถ้าสัญญา ผมจะเล่า และให้ใช้ชีวิตดำเนินต่อไปเหมือนไม่เกิดอะไรขึ้น คนทั้งสองรับปากตกลง ตามนั้นผมลากทั้ง 2 คนมานั่งในร้านตรงมุมสุด แล้วตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้ทั้งสองคนฟังแบบยาวๆ ละเอียดยิบ นุชฟังจบ กอดคอผม ไม่กล้าขึ้นรถ ได้แต่ร้องว่ากลัวๆๆๆ ส่วนสุภาพรก็กลัวจับใจไม่ต่างกับนุช ผมทวงสัญญาที่ได้ให้ไว้กับผมว่าจะดำเนินชีวิตไปตามปกติ ทีท่าทั้ง 2 คนดูค่อยสงบลง แต่ยังทำใจลำบาก ผมจึงพูดเพียงประโยคเดียวทั้ง 2 จึงสงบ นุช ถ้าคุณยายไม่ช่วยนุชไว้ ป่านนี้นุชก็คงไม่มีชีวิตอยู่แล้วใช่ไหม?คุณยายก็คือคนเหมือนเราที่ไม่ได้อยู่ในสภาพเหมือนเราเท่านั้นเอง แต่จิตใจของความเป็นคนของคุณยายยังคงอยู่ คุณยายคือคนที่อยู่ในอีกที่หนึ่งซึ่งมีเพียงม่านบางๆมาขวางเอาไว้เท่านั้น แต่คุณยายยังพยายามแหวกม่านกั้นระหว่างเรามาช่วยนุชไว้ได้ เราไม่ดีใจหรือที่มีเพียงคนที่เรามองไม่เห็น แต่ช่วยชีวิตเราไว้นุชฟังดังนั้นจึงยกมือขึ้นไหว้ขอบพระคุณคุณยาย สุภาพรก็เช่นกัน  ผมค่อยๆหยิบแหวนนะโมออกจากกระเป๋า ยื่นใส่มือให้นุชและสุภาพรได้ไหว้และขอขมาอีกครั้ง เจ้าพระคุณช่วยคุ้มครองลูกด้วยเถิด แต่คุณยายไม่ต้องมาให้ลูกเห็นนะครับบบกว่าจะขับรถกลับบ้านได้ ต้องให้แรงจูงใจกันมากมาย แต่สุดท้าย ผมก็ให้กำลังใจว่า เราจะมีผู้ใหญ่คอยคุ้มครองและนำทางเรา เราควรสบายใจมากกว่าสัญญาณกันโจรใดๆนะแล้วนุชก็ขับรถกลับบ้านอย่างเงียบกริบตลอดทาง มีแต่ผมที่คอยคุยให้บรรยายกาศครึกครื้นเพื่อให้ความหวาดกลัวเบาบางลง จากที่ผมเคยกลัวคุณยาย แต่มาถึงนาทีนี้ ผมต้องกลายเป็นคนกล้าเพื่อเป็นหลักไม่ให้เพื่อนกลัว ผมเองก็รู้สึกได้ว่าความกลัวเหล่านั้นคือสิ่งที่เราสร้างมันขึ้นมาเอง และมันช่างน่ากลัวเสียยิ่งกว่าสิ่งใดๆ

ข้ามภพ ข้ามชาติ…(ตอน 13/2)

วันที่ 2 ของการตามหา รุ่งขึ้น ผมต้องพานุชไปตักบาตรและทำบุญที่วัดคูหาสวรรค์ตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อสร้างความสบายใจและสร้างความมั่นใจให้นุช วัดคูหาสวรรค์อยู่ในเขตตัวเมืองพัทลุงเป็นวัดที่มีโรงเรียนตั้งอยู่ ชื่อโรงเรียนวีรนาทศึกษา ผมเคยเรียนที่นี้ตั้งแต่ชั้นประถม ย่าของผมก็เคยเป็นแม่ค้าขายข้าวแกงที่นี่ สุภาพรพาเราไปแวะซื้อของถวายสังฆทานที่ร้านรักไทย ที่อยู่หน้าวัด ซึ่งร้านนี้เป็นร้านของเพื่อนชื่อนงลักษณ์ เพื่อนเก่าชั้นประถมที่โรงเรียนแห่งนี้ในอดีตอีกคนหนึ่ง นงลักษณ์ใจดี เธอจะไม่คิดเงินเรา แต่เราไม่ยอม ที่สุดเธอจึงลดราคาและแถมเครื่องสังฆทานมาให้อีกถังหนึ่งเพื่อฝากทำบุญด้วย ผมตระหนักมากยิ่งขึ้นว่า คนต่างจังหวัดมักแสดงน้ำใจให้แก่กันง่ายมาก ยิ่งเป็นเพื่อนกัน ยิ่งมีความเอื้อเฟื้อต่อกันสูง เป็นน้ำจิตน้ำใจที่ยากจะพบเจอตามเมืองใหญ่ๆ เราทำบุญและถวายสังฆทานเสร็จแล้ว นุชมีอาการหวาดกลัวน้อยลงความมั่นใจและแรงฮึดจากผมและสุภาพรทำให้นุชกล้ามากขึ้น การดำเนินการตามหาคุณยายบัวคลี่จึงเริ่มตั้งแต่ช่วงบ่าย เราเดินทางไปกินข้าวเที่ยงที่ร้านดีเอส ที่ถนนเพชรเกษม ตำบลท่ามิหรำ ซึ่งเป็นร้านข้าวแกงบรรยากาศร่มรื่นของสุธาทิพย์ พยาบาลทีมงานคนหนึ่งในกลุ่มที่พบกันที่ร้านตาสว่างเมื่อคืนนี้  เธอเป็นพยาบาลที่เปิดร้านขายข้าวเป็นอาชีพเสริม และเป็นคนสำคัญในการติดต่อเพื่อนพยาบาลให้ผมทราบรายชื่อของคุณยายบัวคลี่วันนี้วันหยุด เธอประจำอยู่ที่ร้าน และเธอขอเลี้ยงข้าวมื้อเที่ยงแก่พวกเราอย่างเต็มที่ ก่อนออกเดินทาง ผมรู้สึกกินข้าวที่ร้านดีเอสอย่างคล่องคอ เพราะนอกจากอร่อยจากน้ำมือและน้ำใจของเพื่อนแล้ว ผมยังมั่นใจว่าอาหารร้านนี้ต้องสะอาดเป็นแน่แท้ เพราะพยาบาลเป็นคนปรุงอาหารเอง ของทุกชนิดคงผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้วแน่ วันนี้เราตั้งใจไปตามหาคุณยายให้ครบทั้ง 2 แห่ง คือที่ตลาดใต้โหนด กับทะเลน้อย ที่มีเส้นทางสายเดียวกัน เรียกว่าวันนี้จะบุกตะลุยให้รู้ดำรู้แดงไปเสียทีว่าคุณยายบัวคลี่คือคนไหนกันแน่ นุช ผม สุภาพรนั่งรถคันเดียวกัน แต่วันนี้เป็นการเดินทางยาว เราจึงโทรศัพท์หาธัชชัยให้มาร่วมเดินทางเพื่อสลับกันขับกับนุช หรือต้องลุยไปในถิ่นที่เป็นที่คุ้นเคยของคนที่ชำนาญในพื้นที่นั้น ธัชชัยคนนี้ล่ะ ที่จะช่วยเราได้ในบริเวณตำบลทะเลน้อยได้ดีที่สุด รถคันที่ผมนั่งจึงมีผม นุช สุภาพร และธัชชัย เรียกว่านั่งเต็มคันรถพอดี สร้างความสบายใจให้นุช เพราะไม่มีที่ว่างพอให้นุชได้จินตนาการว่าจะมีแขกที่ไม่เห็นตัวมาร่วมเดินทางไปด้วย ก่อนออกเดินทาง ผมก็ทำเหมือนเช่นเคย หยิบแหวนคุณยายมาบอก ว่ากำลังเดินทาง และไม่ลืมรูปพ่อในกระเป๋าเงินของผมเช่นกัน บอกให้พ่อช่วยลูกด้วยทุกครั้ง ที่แรกที่เรามุ่งไปในบ่ายนี้คือตลาดใต้โหนด ที่อยู่ในอำเภอควนขนุนตลาดแห่งนี้เราต้องไปพบนิตยา แล้วให้เธอนำเราไป เพราะเธอคุ้นเคยกับพื้นที่ จุดนั้น เราไปพบนิตยาที่บ้านแพรกหา ซึ่งอยู่ไม่ไกลกับตลาดใต้โหนดนัก นิตยาขับรถส่วนตัวของเธอพาเราเข้าถนนเส้นใน ผ่านสวนยางพาราที่ร่มครึ้มเขียวขจีไปทั้งสองฝั่งซ้ายขวา จนไปถึงตลาดใต้โหนด ผมเพิ่งมาที่ตลาดแห่งนี้เป็นครั้งแรก เมื่อก้าวเท้าลงจากรถ ให้รู้สึกประทับใจกับภาพที่เห็น ชาวบ้านในชนบท รวมตัวกันนำอาหารคาวหวาน อาหารพื้นบ้านของภาคใต้หลายชนิดมาวางขาย รวมทั้งผลไม้ตามฤดูกาล ตลาดนี้ไม่เหมือนตลาดที่เราเคยเห็น เพราะมีร้านค้าไม่มาก ขายของในกระต๊อบเล็กๆ หรือวางขายบนแคร่ข้างทาง อยู่ใต้ร่มไม้ที่ร่มรื่น ข้างๆร้านรวงจะเป็นแหล่งศึกษาและเรียนรู้งานศิลปะและวรรณกรรมของผู้ที่ริเริ่มก่อตั้งตลาดใต้โหนดแห่งนี้ เขาเป็นพี่ชายของนักเขียนชื่อดังของประเทศไทยที่ได้รางวัลกวีซีไรต์ซึ่งเป็นคนพัทลุงนั่นเอง กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นักเขียนที่คนรู้จักกันดี เขาเป็นรุ่นน้องที่มีความสนิทสนมกับผมตั้งแต่สมัยเรียนที่โรงเรียนพัทลุงด้วยกันพวกผมมักเรียกเขาเล่นๆว่า น้องหนก เขาอาจจากไปก่อนวัยอันควร ผมรู้สึกเสียดายที่เราขาดนักเขียนฝีมือดีไปคนหนึ่ง  แม้วันนี้ร่างกายของเขาจะไม่ได้อยู่ให้เราได้สัมผัสหรือพูดคุยอีกแล้ว หากจิตวิญญาณ ความรู้สึกและชีวิตยังคงบอกเรื่องราวผ่านตัวหนังสือให้ผมและคนรุ่นหลังได้ซาบซึ้งอยู่เป็นงานของแผ่นดิน และที่ตลาดใต้โหนดแห่งนี้ก็ยังมีหนังสือของเขาไว้ให้บริการแก่คนที่สนใจได้อ่านในร่มไม้ที่ร่มรื่นกับเรือนไม้หลังงามที่แฝงตัวอยู่ใต้ร่มตาลโตนดนั่นเอง นิตยาพาพวกเราเดินไปตามร้านที่ขายของ แวะซื้อข้าวยำใบบัว และขนมจีนปักษ์ใต้ พรางเอ่ยถามแม่ค้าว่ารู้จักคุณยายบัวคลี่บ้างไหม คุณยายที่เคยขายผักแถวๆนี้ตั้งแต่ยังไม่เปิดเป็นตลาดใต้โหนด ใครพอจะรู้จักบ้างแม่ค้าข้าวยำยังเป็นสาวแรกรุ่น หันไปถามแม่ค้าขายสาคูต้น (สาคูชนิดหนึ่งของภาคใต้)ที่มีอายุมากกว่า เธอก็ถามกันเป็นทอดๆจนแม่ค้าขายแกงเลียงขี้เหล็กบอกว่า ยายบัวคลี่ก็คือยายคลี่นั่นไง แม่ค้าทุกคนต่างพากันร้องอ๋อ คุณยายคลี่ขายผัก มีชื่อเต็มว่าบัวคลี่นั่นเอง ทุกคนบอกว่า คุณยายคลี่หรือคุณยายบัวคลี่คนนี้เสียชีวิตไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แม่ค้าทั้งหมดก็บอกให้เราไปหาแม่ค้าที่ขายผลไม้ที่ข้างเรือนไม้ หลานสาวคุณยายขายผลไม้อยู่ตรงนั้น นิตยาเดินนำหน้าลิ่วตัวปลิวไปถึงร้านผลไม้ก่อน เราตามไปติดๆ หลานคุณยายบอกว่าท่านชรามากแล้ว และเสียชีวิตไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว อายุรวม 91 ปี ผมฟังแล้วหมดแรงไปอีกรอบหนึ่ง จึงลองสอบถามข้อมูลว่าคุณยายมีพื้นเพเป็นคนสงขลาหรือไม่ หลานสาวบอกว่าคุณยายเป็นคนพัทลุงโดยกำเนิด ไม่เคยใช้ชีวิตอยู่สงขลา จบการตามหาไปอีกรายหนึ่ง คุณยายบัวคลี่ท่านนี้อายุเพียง 91ตอนเสียชีวิต และถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็เพียง 93 ปี และไม่เคยอาศัยอยู่ในสงขลามาก่อน ก่อนจากตลาดใต้โหนดมา เราซื้ออาหารพื้นบ้านติดตัวมาหลายอย่าง ทั้งขนมตาล ไข่ปลาทอด ข้าวต้มมัด ข้าวเหนียวปิ้ง ไว้เผื่อหิวขณะนั่งรถความหวังเดียวเท่านั้นที่จะเหลือคือ คุณยายบัวคลี่ที่ตำบลทะเลน้อยเท่านั้น นิตยาส่งพวกเราที่ตลาดใต้โหนดให้ธัชชัยรับช่วงต่อพาเรามุ่งหน้าไปสู่ทะเลน้อย ดินแดนแห่งเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแห่งแรกของประเทศไทยซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองราว 32 กิโลเมตร รถคันเดียวของเรามุ่งหน้าสู่ตำบลทะเลน้อยในเวลาต่อมา เรามุ่งหน้าไปจนถึงเส้นทางเข้าสู่เขตอุทยาน เห็นทะเลน้ำจืดแห่งนี้แต่ไกล มีดอกบัวกระจัดกระจายอยู่เหนือผืนน้ำเป็นแพใหญ่ๆ  เราจอดรถที่บ้านเพื่อนของธัชชัยที่เป็นชาวทะเลน้อย ธัชชัยเดินลงไปถามเพื่อนเล็กน้อย แล้วก็ให้เราลงจากรถ เดินตามคนในท้องที่เข้าไปหาคนที่เราต้องการพบ ชายหนุ่มผิวคล้ำ ผมหยักศก หน้าตาเป็นคนใต้แท้ ส่งสำเนียงใต้กับเราอย่างเป็นกันเอง เขาพาเราเดินเข้าไปตามทางสะพานปูนที่ทอดเหนือพื้นน้ำเบื้องล่าง เดินเข้าไปในชุมชนคนทะเลน้อยหลายนาที ตลอดทางเดินต้องเลี้ยวซ้ายขวาไปมาหลายครั้ง ผ่านบ้านชาวบ้านที่กำลังนั่งทอเสื่อที่ทำมาจากต้นกระจูดเป็นงานหลักของที่นี่ ดูเพลินตาดีนัก ผมเคยมาเที่ยวที่นี่เมื่อหลายปีมาแล้วตั้งแต่เรียนมัธยม และไม่เคยได้เห็นบรรยากาศแบบนี้อีกเลยนับจากเดินทางไปสู่เมืองหลวง ชายหนุ่มคนนำทางพาเราทั้ง 4 คนมายืนที่หน้าบ้านเก่าๆริมน้ำหลังหนึ่ง เราได้พบกับหญิงสาวซึ่งเป็นหลานสะใภ้ของคุณยายบัวคลี่ดูเป็นคนซื่อๆ และใจดี เธอถามว่าต้องการมาหาใคร? เราจึงบอกเรื่องราวของการตามหาคุณยายแบบตรงไปตรงมาว่ามีคนต้องการตามหาคุณยายบัวคลี่ เขาเป็นเพื่อนคุณยายที่จากกันมาราว 80 ปี  เธอให้หลานสาวมาตามหาคุณยายบัวคลี่ แต่เรารับอาสามาตรวจสอบดูก่อนว่าใช่คนที่เราต้องการตามหาหรือไม่  เธอบอกว่าคุณยายชื่อบัวคลี่จริง และอยู่ที่นี่มานานแล้ว แต่ช่วงนี้คุณยายไปพักที่บ้านลูกชายอีกหลังหนึ่งที่ฝั่งสงขลา คุณยายอายุ 90 กว่าแล้ว แต่ไม่มั่นใจว่าเท่าไหร่แน่ ผม นุช สุภาพร และธัชชัยได้ยินดังนี้ ดีใจจนบอกไม่ถูกคุณยายบัวคลี่ท่านนี้มีบ้านอยู่ที่สงขลาด้วยหรือ ในที่สุด ความหวังของเราก็วิ่งมายืนอยู่ตรงหน้าเรานี่เอง คนที่ชื่อบัวคลี่คนอื่น ไม่เคยเกี่ยวข้องกับจังหวัดสงขลา แต่คุณยายท่านนี้ที่เราให้ความสำคัญน้อยที่สุด กลับกลายเป็นคนที่ใกล้เคียงคนที่เราตามหามากที่สุด  เราสอบถามเส้นทางและจุดพิกัดของบ้านที่คุณยายไปพักอาศัยอยู่ เธอบอกว่ารู้เพียงว่าต้องขับรถไปตามสะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวา 2550 แล้ว บ้านคุณยายจะอยู่สุดปลายสะพานไปไม่ไกล ลูกชายคุณยายขายปลาและอาหารพื้นเมืองอยู่บริเวณนั้น แต่ถ้าให้แน่ชัด ต้องไปถามสามีเธอซึ่งเป็นหลานชายคุณยายซึ่งกำลังออกหาปลาอยู่กลางทะเลน้อย  เราบอกว่าคงไปตามหาสามีเธอไม่ถูก เพราะไม่ใช่คนในพื้นที่ เธอน่ารักมาก อาสาเป็นคนพาไปพบสามีเธอ พวกเราดีใจและได้แต่กล่าวคำขอบคุณเธออยู่หลายครั้ง ผมดีใจจนบอกไม่ถูก รีบชวนเธอกับเพื่อนๆล่องเรือไปตามหลานชายคุณยายทันทีแล้วรีบเดินกลับมาจากสะพานปูนอย่างรวดเร็ว  ผมไม่สนใจวิวสองข้างทางอีกเลย ใจจดจ่ออยู่กับหลานชายของคุณยาย กล่าวขอบคุณชายใจดีนำทางแล้วก็มุ่งหน้าสู่ริมน้ำทะเลน้อยในทันทีเราเดินไปตรงที่มีเรือรับเช่าเหมาลำพานักท่องเที่ยวชมบัวและนกน้ำชนิดต่างๆกลางทะเล เสนอราคารวมทั้งสิ้น 1,000 บาท  ผมไม่รอช้า ตัดสินใจจ่ายเงินแล้วชวนกันลงเรือทันที หลานสะใภ้คุณยายเดินไปพูดกับคนขับเรือว่า ออกไปตรงที่แฟนเธอหาปลากยู่กลางทะเลน้อย คนขับพยักหน้าหงึกๆ รีบติดเครื่องยนต์พาเราออกจากฝั่งในทันที เรือที่พาเราท่องเที่ยวก็คือเรือหางยาวที่มีเครื่องยนต์ในตอนท้ายโดยคนขับจะเป็นคนถือท้ายเรือนำทาง ขณะนั่งเรืออาจมีน้ำกระเด็นขึ้นมา หรือสัมภาระอาจโดนน้ำบ้างในบางช่วงที่เรือวิ่งเร็ว เราจึงนำถุงพลาสติกจากคนขับมาใส่โทรศัพท์รวมกันไว้ แล้วผูกไว้กับท้ายเรือข้างๆคนขับเพื่อกันน้ำกระเด็นเข้าถุง ซุกไว้ในเรือที่คิดว่ารอดพ้นจากน้ำอย่างดี บ่ายแก่แล้ว แดดร่มลมดี บรรยากาศไม่มีที่ติ เรือค่อยๆพาเราแล่นออกนอกฝั่งผ่านหมู่มวลบัวสีแดงที่บานลอยดาษดื่ม สลับกับสีเขียวๆของใบที่แผ่เรียงรายแนบผิวน้ำ มองไกลๆเหมือนพรมเปอร์เซียชั้นดีที่ถักทอมาได้อย่างสวยสดงดงาม หลานสะใภ้คุณยายนั่งตรงหัวเรือ ส่วนพวกเรานั่งกลางลำเรือ เราไม่อาจเร่งความเร็วของเรือได้ เพราะคนขับบอกว่าเสียงของเครื่องยนต์จะทำให้เหล่านกน้ำหลากหลายชนิดตกใจแตกตื่น แล้วจะมีผลกับไข่ที่กำลังรอการฟักตัว  การแล่นเรือในทะเลน้อยจึงต้องไปอย่างเงียบ และทำให้เกิดเสียงน้อยที่สุด บางช่วงที่เราผ่านต้นกก ต้นกระจูดที่ลอยชี้เป็นกออยู่กลางน้ำ  บรรดานกต่างๆจะพากันบินพรึ่บพรั่บออกจากรังที่ซ่อนตัวกันเป็นฝูง ข้ามหัวเราไปแบบฉิวเฉียด คงเหลือแต่นกน้ำตัวเล็กๆที่เที่ยวเดินหาแมลงอยู่บนใบบัวเต็มไปหมด ความสวยงามของทะเลน้อยที่รวบรวมไปด้วยดอกบัวแดงและดอกบัวสายกับนกน้ำนานาพันธุ์ และบรรยากาศของท้องน้ำที่ตัดกับแสงแดดใ ยามนี้ ผมแทบลืมไปว่าเรามาตามหาคนที่เราต้องการพบ กลับลืมตัวราวกับคนขับเรือกำลังพาเราไปสู่ดินแดนมหัศจรรย์ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติในความฝัน ผมไม่คิดอีกเช่นกันว่าดินแดนที่สวยดุจสวรรค์แห่งนี้จะอยู่ในบ้านเกิดของผมนี่เอง เรือเลียบเลาะแม่น้ำผ่านทุ่งบัวแดงมาได้ราวครึ่งชั่วโมงก็มาถึงที่ๆหลานชายคุณยายกำลังเหวี่ยงแหอยู่กลางสายน้ำ เขาตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นภรรยามากับเรือ นึกว่ามีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น แต่เมื่อทราบเรื่องว่าพวกเราต้องการมาตามหาคุณยายให้ญาติที่เป็นเพื่อนคุณยายมานาน ดูท่าทางเขาโล่งใจ พ่อบอกว่าย่าอยู่สงขลามาตั้งแต่เล็กๆครับแล้วย้ายมาอยู่พัทลุงจนโตหลังๆกลับไปสงขลาบ่อยครับ เพราะพ่อปลูกบ้านอยู่ที่สงขลา  ย่าอายุราว 97 หรือ 98 นั่นละครับ นอกนั้นผมก็ไม่ค่อยรู้อะไรนัก….แต่บ้านพ่อจะอยู่เลยสะพานเฉลิมพระเกียรติไม่ไกลครับ  ลงสะพานไปจะพบแหล่งขายของทะเลพวกปลาเค็ม ปลาสด หรืออาหารจากทะเลน้อย ดูตรงร้านทางซ้ายมือนั่นละครับ ไปถามหาว่าร้านลูกยายบัวคลี่อยู่ไหน เขารู้จักหมดครับ” หลานชายคุณยายบัวคลี่พูดไม่ขาดคำ ผมแทบตะโกนไชโยออกมากลางทะเลเสียแล้วนี่ถ้าไม่กลัวนกต่างๆจะตกใจ ผมคงได้เฮโลสาระพากับเขาจริงๆแล้วล่ะครับ เราขอบคุณหลานชายคุณยาย แล้วให้คนขับเรือหันหัวเรือกลับทันที ธัชชัยที่ไม่ค่อยพูด ได้แต่ยิ้ม แล้วพูดกับผมว่า ครูก้องคงหายเหนื่อยซะทีนะงานนี้ผมได้แต่ยกมือขึ้นตบมือกับเพื่อนกลางอากาศ ขอบอกขอบใจเพื่อนรักที่ช่วยมาถึงที่นี่ ทั้งนุชและสุภาพรเองก็ดีใจ เป็นที่สุด ตอนล่องเรือกลับขึ้นฝั่งเป็นช่วงเวลาที่เรามีความสุขกับข่าวดีและบรรยากาศเป็นที่สุด พูดคุยกันถึงการฉลองกันให้สมใจ แล้วพยายามจินตนาการว่าหน้าตาคุณยายจะเป็นอย่างไร ท่านจะลุกขึ้นไหวไหม? ร่างกายจะแข็งแรงเพียงใด ความตื่นเต้นครอบคลุมทั่วหัวใจ ผมเอามือตบกระเป๋าที่มีแหวนนะโมของคุณยายอมรศรี บอกคุณยายว่าเรากำลังจะไปพบเพื่อนคุณยายกันแล้ว ผมเปิดกระเป๋าเงินที่มีรูปพ่อ เอามือลูบใบหน้าพ่อ บอกพ่อว่าผมจะทำสำเร็จแล้ว เราขึ้นจากฝั่งก็เป็นเวลาใกล้ 6โมงแล้ว รีบจ่ายเงินให้คนขับ และมอบน้ำใจเป็นเงินค่าเสียเวลาให้หลานสะใภ้คุณยายไปจำนวนหนึ่ง กล่าวขอบคุณและร่ำลาแล้วรีบขึ้นรถกันในฉับพลันทันใด เรียกได้ว่ารีบเร่งเร็วรุดจนสุดขุมกำลังกันเลยทีเดียวช่วงนี้นุชเริ่มร้อนและเหนื่อยด้วยใช้พลังงานในการเดินทางอันสมบุกสมบันทั้งเดินเท้าและล่องเรือมากไป จึงเปลี่ยนให้ธัชชัยเป็นคนขับบ้าง ผมกับสุภาพรสบายที่สุด คือการนั่งคุยเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อยเปื่อย หันไปคว้าขนมที่ซื้อมาจากตลาดใต้โหนดขึ้นมากินและแวะซื้อน้ำดื่มระหว่างทาง เส้นทางนี้ ธัชชัยเป็นคนชำนาญนัก ว่าแล้วธัชชัยเพื่อนผมก็ออกตัวพาพวกเราวิ่งเข้าสู่ถนนแล้วบ่ายหน้าเข้าสู่สะพานเฉลิมพระเกียรติในอีกไม่กี่นาทีถัดมา

ข้ามภพ ข้ามชาติ…(ตอน 13/3)

สะพานเฉลิมพระเกียรติแห่งนี้คือสะพานที่รัฐบาลอนุมัติเงินงบประมาณ ให้สร้างขึ้นเพื่อการสัญจรเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดพัทลุงกับสงขลาที่มีมายาวนานแล้ว  เป็นสะพานที่สร้างตามแนวระหว่างทะเลน้อยกับทะเลหลวงของทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็นสะพานข้ามทะเลที่มีความยาวที่สุดในประเทศไทย คือยาว 8 กิโลเมตร ระหว่างที่รถแล่นเข้าสู่สะพานเฉลิมพระเกียรติ ผมได้แต่หันดูวิวข้างทาง ทั้งซ้ายและขวาด้วยความสนเท่ห์ในหัวใจ เพราะมองไปนอกรถพบแต่พื้นที่กว้างใหญ่ยาวสุดลูกหูลูกตา มีแต่แผ่นน้ำเป็นเวิ้งกว้างสลับกับพื้นหญ้าที่เขียวขจีเป็นท้องทุ่งริมทะเล  เมื่อรถแล่นไปได้สักครู่ เราจะพบฝูงควายจำนวนหลายตัวพากันลอยคออยู่ในทะเลแห่งนี้ ผมตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นฝูงควายแหวกว่ายสายน้ำตามกันไปเป็นขบวน ธัชชัยบอกว่านี่คือควายน้ำที่หาอาหารกินในท้องทะเลแห่งนี้ ควายเหล่านี้จะกินหญ้าตามสันทรายและพื้นดินยามน้ำลด

และจะลงน้ำไปหากินสาหร่ายใบบัวหรือสายบัว ในยามน้ำขึ้นแทนผมยิ่งประหลาดใจเข้าไปยกใหญ่ว่าควายเหล่านี้มีความสามารถได้ถึงเพียงนี้ นุชกับสุภาพรบอกว่า ควายเหล่านี้ชาวบ้านเลี้ยงให้อยู่ตามธรรมชาติแบบนี้มานานนับชั่วอายุคน จนสามารถปรับตัวให้ผสมกลมกลืนไปกับสภาพความเป็นอยู่ใกล้เคียงกับปลาเข้าไปทุกที ผมนั่งหัวเราะนึกภาพไม่ออกว่าถ้าควายว่ายน้ำได้อย่างปลา เห็นจะน่าดูเสียเหลือเกิน แต่ที่ผมประทับใจจนลืมไม่ลงก็คงเป็นสีของท้องฟ้าอันสวยงามที่สะพานแห่งนี้ที่ใกล้ค่ำ มีสีเหลืองทองปนแดงสลับกันไป ตัดกับบ้านร้างสองหลังเล็กๆที่มีหลังคาสีแดงเด่นอยู่กลางลำน้ำใครๆเรียกกันว่าบ้านแดง อยู่เป็นจุดเด่นของสถานที่แห่งนี้ใครไปใครมาก็ต้องพากันถ่ายรูปตรงจุดนี้กันทุกคน ธัชชัยบอกว่าบ้านแดงแห่งนี้ไม่ได้เป็นบ้านผีสิงแต่อย่างใด หากเป็นบ้านของคนงานก่อสร้างที่ใช้เป็นที่พักเมื่อคราวสร้างสะพานแห่งนี้ เมื่อแล้วเสร็จ ทางการเห็นว่าสวยดีจึงไม่รื้อออก ปล่อยให้เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามไปเสียเลย จุดตรงนี้เราสามารถมองท้องฟ้าที่เป็นฟ้าทั้งฟ้า มองให้ทั่วเวหาหาว มองไปสุดฟ้าสุดตาถึงดวงดาวฟ้าก็ยังสุกสกาวพราวนภาท้องฟ้าเวลาเย็นที่นี่ยามพระอาทิตย์ตกดิน สวยจนต้องหยุดรถลงไปถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกด้วยใจระทึกเป็นหนักหนาใครๆพากันเรียกที่นี่ว่า สวิตเซอร์แลนด์แดนใต้ ก็เห็นท่าจะจริง นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาเหยียบบนสะพานแห่งนี้และชมความงามของสองข้างทางได้อย่างภาคภูมิใจว่าเมืองไทยก็มีอะไรดีแถมเมืองนี้คือบ้านเกิดของผมเสียด้วยสิ

คิดได้ดังนั้นเราจึงจอดรถเพื่อจะลงไปถ่ายรูปสักเล็กน้อยพอจะหยิบมือถือ เราทุกคนก็ต้องอ้าปากค้าง มือถือพวกเราอยู่ในถุงพลาสติกที่หลังเรือลำนั้น พวกเราทั้งหมดลืมมือถือไว้ที่เรือลำที่พาเราไปพบกับหลานชายของคุณยายในทะเลน้อย โอย…พระพุทธเจ้าช่วยลูกด้วยขาดโทรศัพท์มือถือก็เหมือนกับแขน ขา หรือหูขาดไปเลยนะครับ ไม่สามารถติดต่อกับใครๆได้เลยนุชกับสุภาพรบ่นเจ็บใจผมบ่นเสียดายเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาเห็นสวรรค์บนดินเช่นนี้ อยากเก็บภาพไปอวดคนในหมวดศิลปะที่กรุงเทพฯและเก็บไว้เป็นที่ระลึกยามคิดถึงบ้าน มีธัชชัยคนเดียวที่ไม่พูดอะไร ได้แต่ยิ้มจนลักยิ้มที่แก้มบุ๋ม ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ผมมาเอามือถือคืนเองคนแถวนี้เขาน่ารักไม่โลภและไม่ขี้โกง เดี๋ยวผมจัดการให้นะและถ้าอยากมาอีกผมจะพามาถ่ายรูปวันหลังให้สมใจนะ” นี่คือเพื่อนธัชชัยผู้น่ารักของพวกเราเขาบริการทุกระดับประทับใจจริงๆ

เราจึงลงมายืนดูความสวยงามของธรรมชาติกันเพียงชั่วครู่ก็ต้องทิ้งความงามของสะพานเฉลิมพระเกียรติไว้เบื้องหลัง เพราะภาระสำคัญที่รออยู่ข้างหน้า รีบพากันขึ้นรถแล้วแล่นไปสู่ปลายทางของสะพานแห่งนี้ที่เชื่อมต่อกับทะเลหลวงในสงขลาเวลาก็ใกล้ค่ำมาทุกที เมื่อรถลงสะพาน รถวิ่งลงหลุมหรือขึ้นเนินเตี้ยๆบ้างเป็นบางคราว แต่ก็มาถึงบริเวณร้านค้าข้างทางในฝั่งเขตแดนบ้านหัวป่าในจังหวัดสงขลาในที่สุด เรารีบลงจากรถ เดินไปที่ร้านค้าที่ตั้งเรียงกันเป็นแนวถามหาร้านขายของที่เป็นลูกชายของคุณยายบัวคลี่ แม่ค้าชาวใต้ใจดีรีบตะโกนบอกต่อกันว่ามีคนมาถามหายายบัวคลี่ แล้วชี้มือให้เดินไปสุดฝั่งร้านค้า คือร้านริมสุดนั่นเอง เราสาวเท้าเดินแข่งกับเวลาที่ท้องฟ้าเริ่มอ่อนแสงพบเจ้าของร้านเป็นคุณลุงผู้ชายค่อนข้างมีอายุแล้วกับภรรยา ผมคุณลุงเริ่มขาวไปทั่วทั้งศีรษะ ผมกับทีมงานรีบยกมือไหว้ แนะนำตัวว่าเราต้องการมาตามหาคุณยายบัวคลี่ เรียกได้ว่าไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลาทำมาหากินกันเลย คุณลุงบอกว่าเป็นลูกชายของคุณยาย คุณยายอายุมากแล้ว ปีนี้ก็ย่างเข้า 97 แต่ยังแข็งแรงอยู่มาก ความทรงจำดีพูดจาเข้าใจหมดทุกอย่างคุณยายพักอยู่ในบ้านเลยร้านนี้ไปหน่อย แต่ต้องเดินเข้าไปในตัวบ้านอีกราวร้อยเมตร คุณลุงถามว่าเราต้องการมาตามหาคุณแม่ด้วยเหตุอะไร เราจึงบอกท่านไปว่า มีหลานของเพื่อนคุณยายต้องการตามหาคุณยายบัวคลี่เพราะยายของเขาเคยเป็นเพื่อนรักกับคุณยายบัวคลี่ตั้งแต่ยังเป็นเด็กอยู่ที่ตำบลบ่อยาง จังหวัดสงขลาและเล่ารายละเอียดบางอย่างที่พอจะเล่าได้ให้ท่านฟัง แต่ไม่ลึกจนเกินไป คุณลุงท่านนี้นั่งนิ่งๆขมวดคิ้วดูเหมือนท่านพยายามนึกถึงอะไรสักอย่างพวกเราใจจดใจจ่อกับประโยคต่อไปที่คุณลุงจะเอ่ย ท่านนั่งเอามือลูบเคราสั้นๆที่คางอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเล่าเรื่องย้อนหลังให้เราฟังว่า ตำบลบ่อยางจังหวัดสงขลา อืม ! มีคนเคยมาถามหาคนชื่อบัวคลี่

แบบนี้มานานมากแล้วนะหนูเกือบ 30 ปีมาแล้วคนที่มาถามหาเป็นผู้หญิงสามคน แต่งกายดี บอกว่ามาจากบ่อยางมาตามหาเพื่อนชื่อบัวคลี่ที่อยู่ ด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นประถม ลุงจำได้ดี ตอนนั้นลุงทำงานขายปลาอยู่ที่นี่แล้ว อายุลุงตอนนั้นราว 30 กว่าๆส่วนแม่อายุใกล้ 70 แล้วเขามาถามหาแม่ของลุงว่าคือบัวคลี่ใช่เพื่อนของเขาเมื่อสมัยเรียนด้วยกันที่บ่อยางหรือเปล่าลุงก็พาเขาไปพบกับแม่ในบ้าน ท่าทางเขาดีใจทั้ง 3 คนแต่พอได้ไปพบแม่ พวกเขาพบว่าแม่ของลุงไม่ใช่เพื่อนที่พวกเขาต้องการพบ เป็นคนละคนกัน เห็นนั่งสืบสาวราวเรื่องกันแต่หนหลังแต่แม่ลุงก็ไม่รู้จักหญิงสาวทั้ง 3 คนนั้น และพวกเธอก็จำได้ว่าแม่ของลุงไม่ใช่เพื่อนของเธอ เพราะหน้าตาไม่เหมือนกัน แม่ลุงผิวพรรณคล้ำเหมือนคนใต้ทั่วไป มีผมหยักเป็นลอน แต่คนที่เขาต้องการตามหา เขาบอกว่าผิวขาวและผมตรง  พวกเขาตามหาคนที่ชื่อบัวคลี่มานานสืบมาจนถึงบ้านลุงก็กลับกลายเป็นคนละคนกัน….ได้แต่บ่นเสียดายแต่มีความน่าสนใจและน่าประหลาดใจอยู่มากทีเดียว คือแม่ของลุงมีประวัติที่ใกล้เคียงกับคุณบัวคลี่ท่านนั้นมาก แม่ของลุงเคยไปอยู่ที่บ่อยางในช่วงที่ยังเป็นเด็กๆ แม่บอกว่าเคยไปช่วยป้าขายของที่ตลาดบ่อยางและเคยมีคนทักว่าชื่อไปเหมือนกับเด็ก อีก คนที่ขายผักอยู่ท้ายตลาด ชื่อเหมือนกันแต่หน้าตาไม่เหมือนกัน คนหนึ่งผิวขาว แต่แม่ลุงผิวคล้ำ…. อายุก็ไล่เลี่ยกันเพียงแต่แม่ของลุง อายุอ่อนกว่าปีหนึ่งเท่านั้น…. คนในตลาดจะจับให้มาเป็นเพื่อนกันด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายแม่ลุงบอกว่าจู่ๆเด็กคนนั้นก็หายไปจากตลาดและไม่เคยเห็นหน้าอีกเลย  แม่ลุงขายของที่ตลาดบ่อยางจนเป็นสาวถึงได้ย้ายไปอยู่ที่พัทลุงนี่ละ คุณลุงพูดต่อว่าพวกหนูเป็นลูกหลานของคนเหล่านั้นหรือเปล่าคงมาตามหาคนผิดเป็นครั้งที่ 2 แล้วละผมได้ฟังแล้วทั้งใจวูบหายเหมือนดาวตก และรู้สึกทึ่งกับการที่เพื่อนๆคุณยายมาตามหาคุณยายบัวคลี่ไปพร้อมกันผมรู้สึกหมดหนทางที่จะได้พบกับคุณยายบัวคลี่ที่เป็นคนสุดท้ายที่เราได้ข้อมูลมา แต่ในความผิดหวังก็ยังรู้สึกถึงความประทับใจในความรักระหว่างเพื่อนที่มีต่อกัน คนสมัยก่อนเค้ามีความรักและความผูกพันกันอย่างน่าชื่นชม นี่แสดงว่าเพื่อนๆของคุณยายบัวคลี่ยังมีความรักและความผูกพันกับคุณยายอยู่อย่างเหนียวแน่น ความรักของเพื่อนในสมัยก่อน ช่างน่าชื่นชมและน่ายกย่องอย่างหาที่เปรียบมิได้ ทั้งนุช สุภาพร และธัชชัยก็คงเสียดายเช่นเดียวกันกับผม  แต่ไหนๆเราก็พยายามมาถึงที่แล้ว ก็จะลองขอดูหน้าคุณยายสักครั้ง ก็ยังดีคุณลุงลูกชายเจ้าของร้านพาเราเดินเข้าบ้านในเวลาที่พระอาทิตย์ใกล้ ตกลับเส้นขอบน้ำที่กลางทะเล  แสงสีแดงของฟ้าใกล้ค่ำที่เขาเรียกตะวันยามนี้ว่าผีตากผ้าอ้อม ดูทั้งสวยงามและหมองหม่นในเวลาเดียวกัน เมื่อย่างเท้าเข้าเรือน เราได้พบกับคุณยายบัวคลี่ที่มีความใกล้เคียงกับ คุณยายที่เราต้องการตามหามากที่สุด ท่านนั่งดูโทรทัศน์กับหลานๆ เราเข้าไปใกล้ๆเพื่อขอกราบท่าน คุณลุงบอกคุณยายว่าพวกเรามาซื้อของฝากที่ร้าน พูดคุยกันถูกคอ ก็เลยอยากมาเที่ยวที่บ้านเราเพื่อมากราบแม่คุณยายยิ้ม พูดเสียงดังฟังชัดว่าขอให้เป็นสุขๆกันทุกคน

เราได้มองใบหน้าของคุณยายแล้วก็รู้ว่าไม่ใช่คุณยายบัวคลี่ที่เราตามหาแน่นอน เพราะเปรียบเทียบกับรูปที่ผมมีอยู่ เค้าหน้าแตกต่างกัน
อย่างสิ้นเชิง แต่คุณยายบัวคลี่ท่านนี้ก็มีความน่าเคารพ และดูใจดีเป็นอย่างยิ่ง เรารีบขอตัวกลับก่อนที่ฟ้าจะมืด เพราะระยะทางกลับพัทลุงอีกราว 50 กิโลเมตร คุณลุงใจดีหยิบปลาตากแห้งมาให้เราอีกคนละถุง เราได้แต่กราบขอบพระคุณด้วยความซาบซึ้งใจ..และคิดว่าหากมีโอกาส จะต้องนำของฝากจากกรุงเทพฯมาฝากคุณยายบัวคลี่และลูกหลานให้ได้สักครั้งหนึ่ง  เรารีบเดินมาขึ้นรถที่หน้าร้านคุณลุง ธัชชัยขับรถพาเราย้อนกลับพัทลุง ทางสะพานเฉลิมพระเกียรติ วิ่งขึ้นเนิน ลงหลุมบ้างในบางขณะเหมือนตอนมา เพราะทางยังเป็นถนนดินอยู่ ต่อเมื่อล้อรถแตะกับขอบถนนขึ้นสะพานแล้ว รถจึงวิ่งไปด้วยความลื่นไหลเพราะถนนลาดยางที่เลียบยาวไปไกลสุดตา ผมนั่งคุยปรึกษากับเพื่อนในรถว่าจะทำอย่างไรดี ? ตามหาคุณยายบัวคลี่มาทุกท่านแล้ว แต่ไม่ใช่คุณยายตัวจริงเลยแม้ท่านเดียว ทั้งสับสนทั้งกังวล  ทั้งเสียใจและผิดหวังว่าจะทำให้ลูกศิษย์และคนที่รออยู่ที่กรุงเทพฯไม่ได้พบกับคนที่เราพยายามตามหา นุชกับสุภาพรได้แต่ปลอบใจและบอกว่าเราจะต้องตามหากันอีก แผ่นดินพัทลุงไม่ไร้เท่าใบพุทรา จงอย่าท้อ ท้องฟ้ามืดแล้ว คืนนี้เป็นคืนเดือนหงาย พระจันทร์เริ่มโผล่พ้นขอบน้ำด้านทิศตะวันตกทะเลที่เห็นสวยงามเมื่อตอนกลางวันกลับดูเงียบสงบและน่ากลัวไปเสียกระนั้น ฝูงควายที่ลอยคออยู่กลางทะเลก็กลับขึ้นไปบนเนินดินที่ชาวบ้านใช้ไม้มาปักกั้นเอาไว้เป็นคอก เมื่อแสงของตะวันลับหายไปหมด แสงจากดวงดาวก็เริ่มเปล่งประกายวับวาวอยู่ไกลโพ้น แม้คืนนี้จะมีพระจันทร์งามเด่น แต่เราก็เห็นแสงจากดาวดวงเล็กๆอยู่ที่ปลายท้องฟ้ากระจัดกระจายไปทั่วเช่นกัน รถเราวิ่งมาถึงบ้านแดงที่กลางสะพานพอดี รีบหันไปดูด้วยความสนใจว่าบ้านแดงในตอนกลางคืนจะสวยเหมือนตอนกลางวันหรือไม่ ผม นุช และสุภาพรต่างพร่ำพรรณนาถึงความสวยงามของบ้านแดงและท้องฟ้าเหนือสะพานเฉลิมพระเกียรติในยามค่ำได้ไม่ทันขาดคำ  รถที่เรานั่งกันมาเกิดเครื่องดับไปเสีย ธัชชัยจึงหักล้อรถหลบไปจอดอยู่ข้างทางแล้วก็ให้บังเอิญที่รถที่เราจอดก็อยู่เยื้องกับบ้านแดงเกือบจะตรงกันข้ามเลยทีเดียว  คำพรรณนาความสวยงามของเดือนและดาวเมื่อสักครู่เริ่มเงียบ ธัชชัยพยายามสตาร์ทเครื่อง แต่รถเงียบ ไร้แม้เสียงสักแอะ เมื่อเครื่องดับ ไฟในรถก็ดับตามไปด้วย หน้าเราทุกคนก็มืดไปตามสถานการณ์และเวลายามค่ำ ครู่หนึ่งเมื่อสายตาปรับกับความมืดได้แล้ว เราก็เริ่มเห็นใบหน้าของแต่ละคนธัชชัยพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้รถติด แต่ทำอย่างไรก็เงียบสนิทเหมือนเดิม นุชกับผมให้กำลังใจธัชชัย สุภาพรหยิบกระดาษแผ่นเล็กๆในกระเป๋าถือมาพัดให้ธัชชัยแล้วบอกว่า ซุปเปอร์แมนสู้ๆ
ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามก็ต้องอยู่ที่นั่นเสมอ จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างแต่ความพยายามของธัชชัยและพวกเราในคืนนี้ ดูท่าจะได้พยายามกันจนสว่างแน่ๆ อากาศในรถไม่ได้ดีนักเมื่อไม่มีแอร์ เราจึงชวนกันลงมานอกรถ อากาศยามนี้ช่างดีเหลือเกิน ลมยามค่ำพัดมาบางเบา บางช่วงก็มีลมแรง อากาศยามค่ำกับสถานที่สวยๆแบบนี้ เราไม่ได้สัมผัสกันง่ายๆ ธัชชัยพยายามเปิดกระโปรงหน้ารถ แต่ไม่สามารถมองอะไรได้ มันมืดไปหมด  นึกถึงโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วนึกเจ็บใจตัวเองกันทุกคน ไม่น่าจะรีบจนลืมทิ้งไว้ในเรือเลย  นุชบ่นกระปอดกระแปด เพราะบรรยากาศเริ่มวังเวง มีแต่ผมกับธัชชัยที่ยืนคิดหาหนทางไปต่อให้ได้ สุภาพรก็คอยให้กำลังใจตลอดเวลา โชคดีที่คืนนี้เป็นคืนเดือนหงาย แสงจากพระจันทร์ที่สว่างอยู่กลางฟ้า ไม่ทำให้บรรยากาศน่ากลัวจนเกินไป เรายืนกันที่ขอบสะพาน มองตรงไปที่บ้านแดงความกลัววิ่งเข้ามาในใจวูบหนึ่ง เริ่มจินตนาการว่าจะมีอะไรอยู่ในบ้านหลังนั้นหรือไม่ แต่ก็พยายามดับความกลัวและความคิดนี้ออกไป คิดเพียงว่า มันคือจิตที่เราปรุงแต่งเองทั้งสิ้น เราต้องไม่คิด ว่าแล้วผมก็ชวนให้เพื่อนๆดูดาวในทิศทางต่างๆ ทายโน่นทายนี้ไปเรื่อยๆ พลางก็ภาวนาขอให้มีรถยนต์ผ่านมาสักคันนี่คือความหวังของเราแต่ธัชชัยบอกว่าเส้นทางสายนี้แทบไม่มีรถสัญจรตอนกลางคืน เพราะทั้งเปลี่ยวและระยะทางไกลเราพยายามมองดูว่า มีบ้านอยู่แถวนี้บ้างหรือเปล่า พยายามดูแสงสว่างหรือแสงไฟจากบ้าน มองไปทั่วทุกทิศก็ไม่มีแสงไฟจากที่ไหนเลยสักดวง….มีแต่แสงบนท้องฟ้า กับแสงระยิบระยับของดาวที่วอมแวมอยู่ไกลๆ เรายืนคุยโน่นคุยนี่กันไปเรื่อยเปื่อย ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ แต่คงสักราวๆครึ่งชั่วโมงสงสัยคืนนี้เราคงได้เข้าค่ายพักแรมกันที่นี่แล้วละนุชพูดดูท่าทีสนุกขึ้น ผมยิ้มและรู้สึกสนุกด้วย เลยบอกว่า ผมชอบนะ ถ้าเราติดอยู่ตรงนี้สักคืน แล้วเราเหมือนเพื่อนที่มาติดเกาะด้วยกัน แค่เพียงคืนเดียว มันจะเป็นประสบการณ์ที่ดีที่เราจะได้นั่งคุยกันให้มากขึ้น เลิกยุ่งกับเทคโนโลยีใดๆ ไม่มีการคุยกับคนที่อยู่อีกฝั่ง แต่จะได้มานั่งคุยกันจริงๆตรงหน้ากับเพื่อนรักเมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่น มันคงดีมากเลย 
แต่สงสารคนที่บ้าน ป่านนี้เค้าคงเป็นห่วงเราอยู่แน่แล้ว แม้เราจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่เชื่อเถอะ เราก็ยังคงเป็นลูกเล็กๆของพ่อหรือแม่เสมอ คือสิ่งที่สามารถกลับไปเป็นเด็กได้อีกครั้ง และเป็นวัยเด็กที่น่าจะดีที่สุดที่เราจะได้กลับไปซบตักแม่หรือพ่อโดยไม่ต้องอาย” ผมนึกเรื่องพ่อขึ้นมาได้จึงหยิบกระเป๋าเงินที่มีรูปพ่อกับแม่ขึ้นมา ส่วนอีกฟากหนึ่งก็เป็นที่เก็บแหวนนะโมของคุณยายอมรศรี พ่อครับ ช่วยคุ้มครองลูกกับเพื่อนๆให้ผ่านคืนนี้ไปด้วยความปลอดภัยด้วยเถิด ผมพูดเบาๆกับกระเป๋าด้านที่มีรูปพ่อแล้วพลิกกลับไปด้านที่ใส่แหวนนะโม พอเริ่มต้นพูดว่าคุณยายครับ นุชก็พูดแทรกขึ้น ก้อง เพื่อนว่าก้องนึกในใจโดยไม่มีเสียงก็ได้นะนุชกระซิบ สุภาพรกระเถิบเข้ามาใกล้พวกเรา ธัชชัยหัวเราะหึๆ เพราะธัชชัยรู้ว่าพ่อผมเสียชีวิตไปแล้ว แต่ยังไม่รู้เรื่องคุณยายอมรศรี ผมเงียบไปได้สักครู่ พวกเราเห็นแสงไฟจากรถมอเตอร์ไซค์ขับมาจากถนนไกลๆ เสียงรถค่อยๆดังขึ้นพร้อมแสงสว่างที่จ้าขึ้นตามเสียงที่เริ่มดังเข้ามาใกล้รถของเรา พวกเราดีใจร้องไชโยกันลั่นถนนรีบวิ่งออกไปยืนกลางถนนเพื่อขอความช่วยเหลือทันที มอเตอร์ไซค์ค่อยๆเบาเครื่องแล้วจอดใกล้พวกเราผู้ชายสวมกางเกงชาวเล ใส่เสื้อยืดเก่าๆสีตุ่นๆ บนหัวมีไฟแบบไฟส่องกบติดอยู่ เขาลงจากรถ หยิบถุงเดินมาทักทายด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรว่ารถเสียใช่มั้ย พวกเราบอกว่าใช่ กำลังอยากขอความช่วยเหลือจากใครสักคนอยู่พอดี และพี่ก็คือคนที่เรารอคอยนี่ล่ะ แกหัวเราะเสียงดังด้วยความถูกใจ สอบถามอาการของรถ  ธัชชัยบอกอาการของรถว่าขับมาแล้วจู่ๆก็ดับไปเฉยๆ จะตรวจดูแบตเตอรี่ก็ไม่เห็น จะดูน้ำกลั่นหรือน้ำมันเครื่องก็ไม่ได้ เพราะมืดไปหมด ขอช่วยตรวจดูให้ด้วย แกไม่พูดพล่ามทำเพลง เดินดุ่มๆไปที่หน้ารถ เปิดไฟส่องกบกับไฟฉายอีกกระบอกหนึ่งเปิดกระโปรงรถ แล้วก้มลงไปตรวจตราดูเครื่องยนต์  ธัชชัยเดินตามไปดูอีกคนหนึ่ง ปล่อยผมกับสาวๆให้ยืนลุ้นเอาใจช่วยอยู่ข้างๆประตูรถ เห็นแกเอามือล้วงไปจับขั้วแบตเตอรี่ บิดเกรียวแบตหรือทำขยุกขยิกๆอยู่สักครู่ แกบอกว่าขั้วแบตหลวม แต่ประแจขันขั้วแบตให้แน่นแล้ว ให้ลองขึ้นไปสต๊าร์ทดูใหม่อีกครั้ง ธัชชัยรีบเดินอ้อมไปขึ้นรถ เปิดประตู แล้วลองสต๊าร์ทดูอีกครั้งเสียงเครื่องติดขึ้นในทันใด จะไม่ให้อุทานว่า โอ้ ! พระพุทธเจ้าก็กระไรอยู่ มันช่างเป็นคำอุทานที่เหมาะเจาะกับเหตุการณ์นี้เสียจริงๆ สาวหล่ออย่างนุชตบมือเสียงดัง ได้แต่บอกว่า พี่บ่าวนี่หรอยอย่างแรวงงงสุภาพรก็ปรบมือให้ ผมเองก็ดีใจ หัวเราะด้วยความสะใจ เปิดกระเป๋าแล้วควักเงินออกมา 300 บาทแล้วยื่นให้พี่คนนี้ ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ได้รับจ้างซ่อมรถ อาชีพผมคือหาปลาแถวนี้  บ้านผมอยู่ตรงเลยสะพานฝั่งพัทลุงไปนิดเดียว เป็นบ้านหลังเดียวโดดๆข้างต้นมะม่วงนั่นละครับ มีอะไรก็แวะไปได้นะครับ  ผมอยากมาช่วย เพราะสงสารเด็กผู้หญิงที่ไปเรียกที่บ้านเมื่อสักพักว่าให้มาช่วยหน่อย มีรถมาเสียอยู่ที่สะพาน ” ผมพูดแทรกว่าอะไรนะครับพี่ มีใครไปบอกพี่เหรอครับ ”
เราทั้ง 4 คนทำหน้าสงสัย แกพูดต่อว่า เด็กผู้หญิงครับ ไปยืนเรียกผมอยู่ที่หน้าบ้าน ผมตะโกนถามว่า รถที่เสียนะ อยู่ตรงไหนเธอบอกว่า อยู่ที่บ้านแดงข้างสะพานค่ะ เธอยืนอยู่คนเดียวที่หน้าบ้าน ไม่เห็นมากับใคร ยืนอยู่มืดๆ ผมเป็นห่วง เลยร้องถามไปว่าหนูมากับใคร? ” แกบอกว่าผ่านมากับญาติแล้วผ่านไปเจอ จึงมาบอกให้ผมมาช่วยพวกคุณด้วย แกบอกว่า ไปแล้วนะ อย่าลืมไปช่วยเขาด้วย” แล้วผมเห็นแกเดินไวๆหายมาทางสะพานนี่ละครับ สงสัยจะขึ้นรถกลับบ้านไปแล้ว ” เพื่อนนุชได้ยินพี่ชายคนนี้พูดจบประโยค รีบกระโดดจับแขนผม ส่วนแขนอีกข้างหนึ่งสุภาพรก็กำเสียแน่นแล้วมายืนเบียดผมจนแน่นไปทั้งซ้ายและขวา ผมถามพี่ชายคนนี้ว่า เด็กผู้หญิงแต่งกายยังไง “ น่าจะใส่เสื้อขาว สวมผ้าถุงนะ สงสัยเป็นเด็กแถวนี้แกพูดจบ สาวหล่อนุชกับสาวสวยสุภาพรแทบลมใส่ ผมไม่กลัวสิ่งใดเลย เพราะถูกรัดแน่นไปทั้งตัวเหมือนเป็นไก่ที่กำลังโดนงูหลามรัด ธัชชัยให้งวยงงสงสัยว่าสองสาวเป็นอย่างไรได้เยี่ยงนี้ ผมพูดเบาๆกับนุชและสุภาพรว่าตกลงคืนนี้จะไม่ขึ้นรถกลับบ้านใช่ไหม จะอยู่ที่นี่กันสองคนใช่ไหม ว่าแล้วทั้งสองก็รีบตะเกียกตะกายขึ้นรถในวินาทีนั้น ผมยกมือไหว้พี่ผู้ชายใจดีท่านนั้นด้วยความซาบซึ้งใจ ไหนใครว่าคนใต้ใจดำกันหนอ มาเจอคนใต้ผิวดำคนนี้ คุณต้องเห็นแสงสว่างในหัวใจของเขาเต็มหัวใจของคุณแน่ๆ ผมกับเพื่อนๆด้แต่ขับรถจากมาด้วยความนับถือในน้ำใจของท่านที่สุดเขากล่าวว่าสถานการณ์สร้างวีรบุรุษ ผมได้พบวีรบุรุษตัวจริงเข้าแล้วที่บนสะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวา 50 ที่ทะเลน้อยแห่งนี้..ขึ้นบนรถได้ ผมยกมือไหว้ กล่าวขอบคุณคุณยายอมรศรีที่มาช่วยลูกอีกครั้ง รถของเราวิ่งออกมาจนลืมมองไปว่าพี่ชายคนนั้นท่านขับตามเรามาหรือเปล่า นุชและสุภาพรที่นั่งด้านหลังก็รีบยกมือไหว้ตัวงอ ผมหันไปดูเพื่อนนุช นั่งสั่นเป็นเจ้าเข้าทรงฉันใดก็ฉันนั้น ส่วนธัชชัย ผมปล่อยให้ฉงนปนสนเท่ห์ไปตามระเบียบ เขาได้แต่ถามว่านุชเป็นอะไร?ธัชชัยบอกว่าพรุ่งนี้จะไปเอาโทรศัพท์ที่ลืมไว้ที่เรือมาให้แต่เช้า ผมจึงบอกว่าถ้าผ่านไปขอบคุณพี่ชายคนนี้ด้วยก็ดีนะ แล้ววันหลังเราต้องซื้ออะไรไปฝากพี่เขาสักครั้ง นุชไม่ยอมเอารถเข้าบ้าน เธอคงยังขนหัวลุกอยู่ จึง ให้ธัชชัยเอารถตัวเองกลับไปที่บ้านธัชชัยก่อนธัชชัยจึงส่งทุกคนเข้าบ้าน แล้วก็ขับรถนุชกลับไปจอดบ้านตัวเอง ผมไม่รู้ว่าคืนนี้นุชจะนอนคลุมโปงหรือเปล่า แต่ผมขอเข้าไปนอนกับแม่ แค่กอดแม่ทั้งคืนให้พอใจชื้นที่มีแม่อยู่ใกล้ๆเท่านั้นเอง ผมตื่นสายเป็นพิเศษ แม่หุงหาอาหารเตรียมไว้ให้ผมแล้ว ยังไม่ทันได้อาบน้ำ รถของธัชชัยก็มาจอดเทียบถึงหน้าบ้านผมคุณครูเพื่อนรัก โทรศัพท์ครับ รับซะ มาเป็นสิบสาย ผมดีใจ เข้าไปกอดคอเพื่อนรักที่อุตส่าห์ตื่นเช้าแล้วขับรถไปหลายสิบกิโลเพื่อไปเอาโทรศัพท์มาให้ผมกับสาวๆผมรับโทรศัพท์มาแล้วเปิดดูหน้าจอ ครูจารุนันท์กับอรวรรณโทรมา 4 สาย คงอยากรู้ข่าวคราวที่ผมไม่อยากจะรายงานความคืบหน้ากลับไป ที่เหลือมีสายแปลกที่ไม่มีชื่อขึ้นอีก 6 สาย อีก3 สายเป็นของสุธาทิพย์ พยาบาลเจ้าของร้านดีเอสที่เป็นคนคอยรับและแจ้งข่าวสารการตามหาคุณยายบัวคลี่ แถมมีข้อความจากสุธาทิพย์อีก 1 ข้อความ ก้องจ๋า กุลธิดา ปรีดา และดาราทิพย์ พบคนชื่อบัวคลี่ อายุมากแล้วที่ป่าบอน พักอยู่ใกล้หมู่บ้านชาวเผ่าซาไก (เงาะป่า) รีบติดต่อด่วน เพราะท่านป่วยมาก จากทิพย์ ผมดีใจ แทบกระโดดกอดเพื่อนเหมือนเด็ก แต่ธัชชัยไม่ได้รู้สึกดีใจกับผมเลย ไม่ดีใจเหรอเพื่อน ความหวังสุดท้ายเรามาถึงแล้ว ผมถามเพื่อน ธัชชัยพูดกับผมสีหน้าไม่ดีว่า ดีใจนะ ดีใจอยู่ แต่ตอนผมไปเอามือถือที่คนขับเรือน่ะ ผมเลยแวะไปขอบคุณพี่ผู้ชายที่มาช่วยเราเมื่อคืนนี้ ผมจำได้ว่าแกบอกว่าบ้านแกอยู่ริมสะพานฝั่งพัทลุง บ้านหลังเดี่ยว มีต้นมะม่วงอยู่หน้าบ้าน ผมพูดแทรกว่าอืม ใช่ ผมจำได้ ทำไมเหรอ? ”ธัชชัยหน้าซีดพอผมไปเจอบ้านหลังนี้ก็ลงรถเข้าไปถามหาพี่ผู้ชาย คนในบ้านทำหน้าตกใจ แล้วผมก็เหลือบไปเห็นรูปพี่ผู้ชายท่านนี้ที่บนหิ้งพี่เขาตายมา 3 เดือนแล้วค่ะภรรยาพี่เค้าบอก

(จบตอน 13)

ขอขอบคุณข้อมูล: “ข้ามภพ ข้ามชาติ” // Misshoneynut

Comments are closed.

Check Also

วิธีเอาตัวรอดหากเกิดเหตุการณ์ “เรือล่ม”

หลังจากที่เกิดเหตุการณ์น่าเศร้ากับวงการการท่องเที่ยวของ … …